dot
dot
dot
bulletGallery ห้องภาพคนเดินทาง
bulletข่าวสาร เทศกาล ท่องเที่ยว
bulletใต้ฟลายชีท-ชวนกันเที่ยว
bulletมุมเพื่อน บทความ นัดพบ ฯลฯ
bulletห้วงสำนึกเดินทาง blog ,diary
bulletคลังข้อมูล เวบบอร์ดเก่าชมไทย
bulletท่องเที่ยว 76 จังหวัดทั่วไทย
bulletเรื่องเล่าริมทางเดิน
bulletบันทึกเดินทาง (คลังเก่า)
bulletแนะนำ หนังสือน่าอ่าน
ค่ายอาสา ไออุ่นจากพี่ให้น้อง
bulletเที่ยวเกาะช้าง


deuter kovea Eneloop ถุงนอน เป้ ตะเกียง เชือก เดินป่า มีด ไฟฉาย เปลมุ้ง รองเท้า

แบนเนอร์ชมไทย


ออกนอกกะลา ไปบาหลี ตอนที่ 2 (จบ)

ต่อตอนที่ 2 ...

         ตื่นเช้าวันใหม่พร้อมกับบรรยากาศเงียบสงบได้ยินแต่เสียงนกร้อง แปลกที่ห้องพักที่ไม่ได้ยินเสียงน้ำจากลำธารใหญ่ด้านล่างแต่ถ้านั่งอยู่ที่ร้านอาหารจะได้ยินเสียงดังจัดเจน  เช้านี้เราต้องรีบตื่นแต่เช้า เพื่อเตรียมตัวไปเที่ยวเต็มวัน โปรแกรมยาวเหยียดเราจะได้ไปไกลกันถึงภูเขาไฟด้วยค่ะ

         งัวเงียเล็กน้อยลงไปร้านอาหารแต่ว่ายังไม่มีพนักงานมาทำงานเลย อ้าว แล้วทีแรกบอกว่าครัวเปิด 7 โมงเช้าไงละ แต่ว่านั่งไม่นานนักพนักงานก็มารับออเดอร์อาหารเช้าค่ะ ซึ่งมันฟรี อ่อ ที่นี่มี wifi ให้ใช้ด้วยค่ะ แต่จะมีแค่ที่ห้องอาหารเท่านั้น ภายในห้องพักไม่มี


          อยู่ถามกลางบรรยากาศที่มีหมอกขาว เสียงลำธาร นกร้อง เป็นเช้าที่สดใสมาก แต่ก็มีบางอย่างทำให้ต้องตื่นเต้นเมื่อเช้านี้น้ำในโรงแรมไม่ไหล คงจะเป็นไปทั่วเพราะพนักงานแจ้งว่าน้ำมีปัญหาจากต้นสายกำลังแก้ไข  ฉันมองเห็นชายคนหนึ่งไกลๆ กำลังเดินลงไปที่ลำธารน้ำเชี่ยว โดยนุ่งกางเกงขาสั้นตัวเดียว แล้วทันใดนั้น เค้าก็ถอดกางเกงออกล่อนจ้อน แล้วค่อยๆเดินลงลำธารไป ฉันได้แต่ร้อง เฮ้ย !!!!  และไม่กล้าก้มลงไปมองอีก ส่วนเพื่อนร่วมทางได้แต่หัวเราะและตกใจกับภาพที่เห็นเหมือนกัน  กลับไปห้องพักน้ำยังไม่ไหล ใช้น้ำดื่มล้างหน้าแปรงฟัน โชคดีที่เมื่อคืนเราอาบน้ำกันก็ดึกแล้ว เช้านี้ก็คิดซะว่าหยวนๆแล้ว

        คนขับรถมารับเราตรงเวลาที่นัดไว้ 9.00 น. ทุกอย่างพร้อมก็เริ่มออกเดินทาง จุดหมายแรกเช้านี้เริ่มด้วย Barong dance performance มีการแสดงเพียงแค่รอบเดียวเท่านั้น เริ่ม 9.30-10.30 น. อ่อ ลืมบอกว่า พอออกมาช่วงเช้ามีแสงแดดแล้วต้นไม้ใหญ่ที่ผ่านมาเมื่อวานนี้ ยิ่งมองลึกเข้าไปยิ่งเห็นว่า มันคือสุสานนั่นเอง ถึงได้ดูเงียบและสงบจนเกินเหตุได้มองเห็นหลุมฝั่งศพและป้ายชื่ออย่างชัดเจน ตกใจเล็กน้อยดีที่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้มีแค่ต้นไม้ จะมีอื่นๆติดมาด้วยในภาพ


        บารองแดนซ์ เป็นการแสดงพื้นเมืองของบาหลีมีเอกสารอธิบายเรื่องราวในทุกภาษาแน่นอนมีภาษาไทยด้วยค่ะ คล้ายๆเป็นนิทานพื้นบ้านสื่อถึงการต่อสู้กับความดีและความเลวเล่าเป็นเรื่องราว และบอกความหมายของผ้าลายตารางขาวดำที่คลุมอยู่ตามวัดและศาลต่างๆว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร นั่นก็คือความดีกับความเลวนั่นเอง เป็นการแสดงที่สนุกและน่าตื่นตาตื่นใจ ก่อนเข้านางรำเอาดอกลีลาวดีมาเสียบหูให้ค่ะ เป็นชนิดที่มีกลิ่นหอมมาก ได้กลิ่นลอยมาตลอดเวลา


         จบจากการแสดงแล้ว เราก็มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไปคือ Tirta empul holy water temple จากจุดชมการแสดงนั้นใช้เวลาพอสมควรกว่าจะถึงวัดนี้ ตลอดเส้นทางก็เหมือนเดิมถนนแคบสองข้างทาง ถ้าย่านไหนขายรูปปั้นก็จะเป็นรูปปั้น หรือถนนแห่งการขายเครื่องเงินและทองคำ อยากซื้อเครื่องเงิน แต่มันแพงเกินไปสำหรับคนมาเที่ยวแบบงบน้อยๆอย่างเราเก็บเงินไว้ซื้อของฝากแม่กับพ่อดีกว่า


        ก่อนเข้าวัดเสียค่าเข้าชมตามระเบียบ(ทุกที่) รับผ้าคาดเอว เราไม่ต้องนุ่งโสร่งเพราะไม่ได้นุ่งสั้นค่ะ ก็ใช้แค่ผ้าคาดก็พอ เนื่องจากไม่ได้เตรียมตัวมาเปียก ก็เลยอดไปอาบน้ำแร่ที่ออกมาตามช่องต่างๆ ไกค์เราก็เล่าความเชื่อและความเป็นมาของสถานที่นี้  เป็นวัดที่มีบ่อน้ำแร่ผุดขึ้นมาจากดิน สร้างกำแพงล้อมรอบสูงเกือบพ้นศรีษะ ต้องอาศัยความพยายามในการถ่ายรูปหน่อยหนึ่ง สิ่งที่เห็นเป็นน้ำที่ใสมาก ในบ่อน้ำมีสาหร่ายและตะไคร้น้ำอยู่มากทีเดียวค่ะ แต่น้ำใส่มากจริงๆ  เราได้แต่เดินชมบริเวณวัดโดยรอบ  สักพักก็เดินออกมาตรงที่บ่อน้ำอีกรอบค่ะ เดินออกคืนผ้าคาดเอว พบเห็นชาวบาหลีเข้ามาทำบุญกันเยอะจริงๆ กลิ่นธูปดอกไม้ ตลบอวลไปทั่ว


 

        ทางเดินออกไปลานจอดรถ ต้องผ่านร้านขายของที่ระลึก แต่จริงๆแล้วควรจะเรียกว่าระทึกมากว่าเพราะแม่ค้าแต่ละคนน่ากลัวมาก แม่ค้าพูดไทยได้ด้วย คาดว่าพูดได้ทุกภาษา ถ้าสนใจอะไร มองๆและก็ทำเป็นไม่อยากได้เดินหนีซะ เดี๋ยวแม่ค้าจะลดแหลก ลดลงไปประมาณ 80-90% ของราคาที่บอกไว้แต่แรก และถ้าไม่อยากได้จริงๆ อย่ารับของมาไว้ในมือเด็ดขาด ถ้ารับมาแล้ว เค้าจะจับแขนคุณไว้ไม่ปล่อยเลย  ทำไมถึงรู้?นะเหรอ??? ก็ฉันนี่ไงโดนมาแล้ว

       บางร้านไม่ซื้อไม่จับไม่ถามแต่จะลากเข้าร้านเลย เฮ้ย !! อะไรกันเนี่ย เงินไทยก็รับค่ะ รับทุกสกุลเงินแต่ถ้าซื้อแล้วช่วงที่แม่ค้าเอาไปใส่ถุงให้ต้องระวังการสับเปลี่ยนของ เพราะว่านางจะใส่ถุงพลาสติกสีดำสนิทมา ทางที่ดีไม่ต้องใส่ดีกว่าหยิบของใส่กระเป๋าเราเลยค่ะ ฉันทำแบบนี้และบอกแม่ค้าว่า save the world

   จุดหมายต่อไปคือ Basakih mother temple ใช้เวลาเดินทางมากกว่า 30 นาทีต่อจากวัดที่แล้วค่ะขึ้นเขาลัดเลาะไปตามถนนเส้นแคบๆ เห็นวิวทะเลสาบภูเขาไฟ Kintamani ตลอดเส้นทาง ถนนแคบ มีรถบรรทุกเล็กวิ่งสวนขึ้นลงตลอดเพราะรถบรรทุกขึ้นมาขนทรายและหินภูเขาไฟลงไปขายค่ะ  เราแวะพักถ่ายรูปบางที ก็เช่นเคยมีคนมารุมขายของน่าเบื่อมาก พยายามไม่พูดคุยด้วยจะดีที่สุด


 
     


       เมื่อมาถึงจุดหมายวัดนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องนุ่งโสร่งและผ้าคาดเอวค่ะ เพราะค่อนข้างเคร่งครัดมาก เป็นวัดที่ชาวบาหลีให้การนับถือมากที่สุดก็ว่าได้ Putu เล่าให้เราฟังว่า ทุกๆ 10 ปีจะมีงานบุญใหญ่ผู้คนที่ศรัทธาจะเดินนำเครื่องบูชามาบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดนี้ ใช้เวลาเดินกันเป็นเวลามากสุดถึง 3 วัน 2 คืนเลยค่ะ มีภาพจดหมายเหตุติดไว้ให้ชมกันด้วย  อากาศบนนี้เหมือนอยู่ในม่านเมฆตลอดเวลาอากาศเย็นคาดว่าประมาณ 20 องศา อารมณ์ยอดดอยอินทนนท์  ไม่มีฟ้าเปิดให้เห็นนะค่ะ ครึ้มอึมครึมอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้น มีคนเข้ามาทำบุญไม่ขาดสาย สาวๆแต่งกายสวยงามทุกคน อดมองเสื้อของชาวพื้นเมืองที่เค้าใส่กันไม่ได้จริงๆค่ะ ชอบมากอยากได้สักตัวแต่เมื่อไปสืบราคามาแล้ว แพงมากก็เลยอดโดยปริยาย


         เราถ่ายรูปกันตรงบันใดทางเข้าไปในตัววัดค่ะ จุดที่ใครๆมาแล้วก็ต้องถ่ายกัน ไม่ได้เข้าไปเพราะไกค์บอกว่าจะมีคเรียกเก็บค่าเข้าชมด้านในอีกสำหรับนักท่องเที่ยวคิดเป็นชั่วโมง เมื่อเรามองขึ้นไปด้านบนก็จริง นั่งกันเรียงหน้ากระดาน ก็เลยแค่เดินชมรอบๆนอกของวัดค่ะ แล้วก็ใช้วิธีชะเง้อเข้าไปมองก็พอ  เมื่อเราเดินขึ้นไปถึงด้านบนสุดซึ่งสามารถมองเห็นวิวลงมาจากด้านบน มีเด็กหญิงตัวน้อย พยามเข้ามาขายโปสการ์ดให้เพื่อนร่วมทางเริ่มการสนทนาว่า


  “Where you come from?”  สาวน้อยกล่าว
  “ I come from moon” เขาตอบไปพร้อมชี้นิ้วขึ้นฟ้า


         แต่ไม่รู้ว่าสาวน้อยได้ยินว่าอะไร เธอก็พยายามจะพุดอะไรบางอย่าง ซึ่งทีแรกฉันคิดว่าหนูน้อยพยายามจะพูดภาษาเอเลี่ยน ได้แต่เดินตามและขำ เด็กน้อยก็เดินตามและพูดอะไรก็ไม่รู้ไม่ยอมลดละ  มารู้ทีหลังว่าเธอพยายามนับเลขเป็นภาษาเยอรมัน  เธอคนได้ยินว่ามาจากเยอรมัน ฟังแล้วก็ได้แต่ขำ เพราะเด็กและคนขายของตามที่แบบนี้พูดได้เกือบทุกภาษานะฉันว่า แม้แต่ภาษาไทยชัดเจนและรู้เรื่องเลยทีเดียว

   


         ออกจากจุดนี้ก็บ่ายโมงกว่า หิวข้าวแล้วตามตารางที่วางไว้เราจะไปกินอาหารกลางวันกันที่ Grand Puncak Sari Restaurant ที่นี่มีดีอะไร ทำไมต้องไปกินด้วยนะ ทีแรกก็เออไปก็ไปเป็นบุฟเฟ่ด้วย ลัดเลาะเขาเลี้ยวซ้ายขวาแล้วเล่า อ่อ...ตกหล่นไปนิด ระหว่างทางเรายังสามารถพบเห็นชาวบ้านซักผ้าตามริมลำธาร แม่น้ำน้อย บางที่มีคนมากเหมือนกับว่าวันนี้เป็นวันซักผ้าแห่งชาติ  และแทนที่จะแขวนบนราวแบบบ้านๆเราก็ไม่นะค่ะ วางพาดไว้กับต้นหญ้าข้างทางที่มีรถวิ่งผ่านไปผ่านมาเยอะมาก แม้กระทั่งผ้าขาว เกิดคำถามขึ้นในใจว่า จะซักทำไม ? แต่ก็นะมันคงเป็นวิถีชีวิตของเค้า

         ถึงบางอ้ออีกครั้งว่าทำไมต้องมากินข้าวกลางวัน ณ ที่แห่งนี้ เรามาถึงแล้วค่ะ Kintamani volcano and lake batur view  ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ ยังคงมีเถ้าถ่านลาวา ไหลลงมา ทีแรกก็คิดว่าแถวนี้แล้งจังไม่ค่อยมีต้นไม้ แต่ต้นไม้อะไรจะขึ้นได้กับลาวาที่ร้อนๆแบบนี้  เป็นวิวที่สวยงามมาก ภูเขาไฟใหญ่เด่นอยู่ตรงหน้าและทะเลสาบกว้างไกลตอนที่เรามาถึงเป็นเวลาเกือบบ่ายสองโมง คนเริ่มน้อยลง ถือเป็นเวลาที่ดีไม่มีคนแย่งมุมถ่ายรูป  ถ่ายรูปเสร็จก็เดินขึ้นไปชั้นสองของร้านอาหาร ที่นี่เสริฟเป็นบุฟเฟ่มีอาหารให้เลือกหลากหลาย รสชาติไม่จัดเหมือนคนไทยกินค่ะ แต่คนไทยกินได้แน่นอน



        เพลินกับอาหารตรงหน้า เพลินกับวิวที่เห็นเป็นมื้อกลางวันที่กินได้เรื่อยๆ แต่อยู่นานไม่ได้ค่ะ เรามีที่หมายต่อไปรออยู่ นั่นคือการไปชิมกาแฟขี้ชะมด หรือ Luwak กาแฟที่เค้าว่าดีที่สุดในโลกและแพงที่สุดเช่นกัน  เราเดินลัดเลาะเข้าไปในสวนกาแฟ มีต้นโกโก้ ผลโกโก้เต็มต้น ซึ่งแน่นอน ฉันไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนเช่นกัน  มีการคั่วเม็ดกาแฟ อยากจะคั่วเองลุงแกก็เชิญชวนอยู่ให้ลองดู แต่ฉันไม่ได้ทำค่ะมันร้อน ฮ่าๆๆ   
 ลงไปนั่งที่โต๊ะที่ทางร้านจัดไว้ให้  แล้วพนักงานก็ยกกาแฟเป็นสิบชนิดมาให้ชม แต่ถ้าจะชิมกาแฟขี้ชะมดต้องเสียเงินซื้อค่ะ เพราะว่ามันแพงในราคาแก้วละ 50,000 รูเปีย   คอกาแฟแบบเราสองคนก็สั่งมาชิม 1 แก้ว ชิมแล้วก็อาจจะเป็นเพราะว่าคอไม่ถึงฮ่าๆๆ รู้สึกแค่ว่ามันมีรสออกเปรี้ยวกว่ากาแฟปรกติทั่วไป นอกนั้นแยกไม่ออกเลย


        ออกมาจากสวนกาแฟโดยไม่มีกาแฟติดไม้ติดมือกลับมา เพราะว่าเงินที่เราแลกไว้จะหมดแล้ว เลยยังไม่อยากใช้ที่เหลือค่ะเก็บไว้จ่ายค่าส่วยผ่านทาง เอ้ย ค่าตั๋วผ่านประตูในที่ต่อไป
 จุดหมายต่อไป จุดชมวิวนาขั้นบันใด อารมณ์เดียวกับแม่แจ่มหรือป่าวยังไม่แน่ใจ แต่ทางที่เข้าไปเล็กได้ใจรถใดๆไม่อาจจะสวนกันได้ในความเร็ว 40 กม./ ชม. ตลอดเส้นทางรายล้อมไปด้วยทุ่งนา OTOP บาหลีอีกแล้วตลอดถนน เห็นการตากผ้ากับพื้นข้างทางเป็นระยะ และเจอผู้ชายแก้ผ้าอาบน้ำกับคลองน้อยริมทางอีกแล้ว

 

       ที่จริงแล้วก็ไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก อารมณ์เดียวกับที่เราเห็นที่พักนั่นหละค่ะ ตอนนี้ยังไม่มีต้นข้าว เพราะคงเพิ่งเก็บเกี่ยวไป อยุ่ไม่นานนักก็กลับออกมาเพื่อไปต่อที่ตลาด Ubud  เมื่อถึงตลาดก็ไม่ลืมที่จะแวะแลกเงินก่อน เพราะเราต้องจ่ายค่าทริปทั้งหมดก่อนกลับพรุ่งนี้รวมเป็นเงินเฉพาะค่าทริป 900,000 รูเปีย ก็ 3 พันบาทนิดๆ

        เดินตลาดเลือกซื้อโสร่งให้แม่ แต่เนื่องจากว่าเราไปถึงตลาดเย็นมากแล้วร้านค้าเริ่มปิดตัวลง จึงใช้เวลาอยู่ที่ตลาดไม่นานนักก็เดินออกมากลับที่พัก พอค่ำแล้วผ่านต้นไม้ใหญ่ต้นเดิม มองเห็นสุสานพาลให้วังเวงยิ่งนัก ....


 

         อาบน้ำพักผ่อนก่อนออกไปกินอาหารค่ำ วันนี้เหนื่อยมาก ขอซุกตัวเข้านอนเร็ว แต่ก็ไม่วายมี Bed time story ขำๆให้ฟังก่อนหลับ ไม่กล้าหัวเราะดังเกรงใจห้องอื่นมาก เพราะห้องอื่นเวลาเค้าคุยกันเรายังได้ยินชัดเจน


 ตั้งนาฬิกาปลุก 6.30 น. ต้องรีบไปกินข้าวเช้าและออกเดินทางไปสนามบิน จากตัวเมือง Ubud ไปสนามบินใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงไม่รวมรถติด

 
         ใช้เวลาในรถส่วนมากจะหลับ รถไม่ติดมากนัก เราถึงตัวเมือง Kuta ในเวลา 9.00 น.โดยประมาณแวะร้านของฝากอีกครั้งซื้อของนิดหน่อยฝากคนที่บ้าน แล้วก็เดินทางมุ่งหน้าไปสนามบิน เหมือนว่าเรื่องจะจบแล้วแต่ยังค่ะ ยังไม่จบ เจ้าหน้าที่ตรวจขั้นสุดท้ายก่อนเข้า Gate ตรงนี้ห้ามนำน้ำดื่มเข้าไปเด็ดขาด ตรวจเข้มมากถ้าเป็นบ้านเราจะยังมีขายในเกทใช่ไหมค่ะ แต่นี้ไม่ได้เลย ถ้าอยากได้คงต้องไปซื้อบนเครื่องเท่านั้น  ตอนเดินผ่านเครื่องตรวจโลหะ เครื่องดัง เค้าให้ออกมาเดินเข้าใหม่ ก็เดินตามที่เค้าสั่ง  เครื่องก็ดังอีก ให้เดินเข้าใหม่แต่ถอดรองเท้าผ่านเครื่องแสกน แต่เครื่องก็ยังดังอีก ทีนี้เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องตรวจมือ แต่เจ้าหน้าที่เป็นผู้ชาย เอาเครื่องวางที่นาฬิกาข้อมือก็ดังแรงมาก และก็ยังตรวจอีก เอาเครื่องบ้านั่นฟาดเข้าอย่างจังที่ใต้นมฉัน เครื่องก็ดัง คงเป็นเพราะโครงยกทรง แม่ง ไม่ให้เกียรติกันเลย เจ้าหน้าที่หญิงก็มีแต่ไม่ใช้ ที่เค้าตรวจเข้มมากเพราะที่บาหลีเคยมีกรณีระเบิดฆ่าตัวตายมาก่อนค่ะถ้าเกิดว่าใครจำได้ นักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตหลายสิบคน  ก็คิดซะว่าเพื่อความปลอดภัยไม่ได้โกรธอะไรเค้าหรอก


       เครื่องออกจากสนามบินบาหลีเวลา 12.35 น. ถึงไทยเวลาท้องถิ่น 15.30 น. เป็นการเดินทางที่ยาวนาน แต่สบายกว่าขาไปเพราะไม่ได้ตื่นแต่เช้าตรู่เหมือนเคย
 ทริปนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ประทับใจ เป็นการเปิดโลกในมุมมองใหม่ที่ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน การเดินทางไปต่างประเทศบ้างก็ถือเป็นการออกนอกกะลาใบเล็กใบนี้ 
เรายังคงตื่นเต้นทุกครั้งที่ออกเดินทาง และยังคงตื่นเต้นเมื่อได้กลับบ้านเรา ....

ตารางทัวร์กับ Teddy Bali Torus
Day 1 (06 July 2012)
-   Change money at Kuta/ lunch
-   GWK/ garuda wisnu kencana statue
-   Uluwatu/ temple on the cliffs
-   Check in hotel at Michi Retreat Village
Cost IDR 300.000

Day 2 (07 July 2012)
09.00 am, pick you up at hotel
-   Barong dance performance
-   Ubud market/ Ubud palace
-   Tegalalang rice terrace view
-   Kintamani/ volcano and lake batur view
-   Buffet lunch at Grand Puncak Sari restaurant, IDR 80.000/p, include tax and services
-   Besakih mother temple
-   test coffee luwak/ animal coffee
-   Tirta empul/ holy water temple, shopping area
-   Back to hotel
Cost IDR 400.000

Day 3 (08 July 2012)
09.00 am, pick you up at hotel
-   Back to airport
Cost IDR 70.000 (drop from Kuta to airport)
Cost IDr 200.000 (drop from Ubud to airport)
The price per car including fuel and parking, not entrance ticket to tourism place 

 

เรื่องและภาพโดย ....นอนนอกบ้าน

>> ออกนอกกะลา ไปบาหลี ตอนที่ 1




ตามรอยตะวัน

แก่งหินเพลง เรื่องบังเอิญ คุณบังอร
ออกนอกกะลา ไปบาหลี ตอนที่ 1
ลุงชู ที่เขื่อนเขาแหลม
น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งเต็มคลอง ที่สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
หนาวนี้ อีกสักที ที่ สวนผึ้ง ราชบุรี
พักกาย..หย่อนใจ..ที่บ้านไร่ตับเต่า
เรื่องเล่า..อโยธารา...
กว่าจะถึง “ภูกระดึง” article
หมู่เกาะตะรุเตา
ความรู้สึกจางๆ กับไออุ่น 4
โกรกอีดก
แบกเป้ มุ่งหน้าสู่ แก่งกระจาน-พะเนินทุ่ง
ร้อน ฝน หนาว ที่ อช.หมู่เกาะชุมพร
ความทรงจำที่เกาะกุฎี article
เรื่องเล่า.............จากเขาหลวง (สุโขทัย) article
ฝ่าสายฝนจากเชียงของ สู่เพลินวาน
bicycleworld lightblue : เดินทางโดยจักรยานรอบโลก article
เที่ยวอยุธยา เมื่อหน้าน้ำ
โฮมพุเตย...ฝันที่ฉันอยากไป article
เขาใหญ่ อช. แรกของไทย article
เขาหลวง-ประจวบฯ article
“เกาะหมาก-เกาะขาม”...สวรรค์ของคนรักสงบ article
ตะลุยเดี่ยวเที่ยว 3 เกาะอ่าวไทย article
เปิดประตูสู่....เขายายเที่ยง
บนทางแสนไกล...ตาดหินยาว
โลกหมุนช้าลง..ที่..เชียงคาน
เมื่อใบไม้เปลี่ยนสี...ที่ขุนแม่ยะ article
เขาโล้นที่เขาแหลม article
บันทึก จากครูดอย (รร.บ้านห้วยโค้ง อมก๋อย) article
เขาหลวง นครศรีธรรมราช article
เรื่องเล่า เชียงคาน
ภูสอยดาว article
ปากน้ำปราณบุรี เขากะโหลก ง่ายๆ สบายๆ ใกล้ๆ กรุง article
เที่ยวเมืองภูเก็ตยังไงให้คุ้มค่าที่สุด article
แอ่วเจียงใหม่ article
น้ำตกป่าละอู ….เราจะกลับมา article
โรงเรียนของหนู (โครงการไออุ่นจากพี่ให้น้องครั้งที่ 1) article
ภูกระดึง........ในวันที่เงียบเหงา article
ภูสอยดาว บันเทิงโบก (...ลองหยุดวิ่งตามดูสักครั้ง) article
ตามหัวใจ..ไปเสม็ด article
สะบายดี..วังเวียง article
ปาย "Pai" article
แบกเป้ลุยเดี่ยว เที่ยว อช.เขาแหลม article
ทริป ”พักใจ ..ไปโกรกอีดก” article
ภาพถ่าย...ลำนำ..และบทเพลง article
เขาสามร้อยยอด article
เวียดนาม (Vietnam) article
จุดเริ่มต้นในการท่องเที่ยว article
อยากอยู่ป่า... article
สู่ยอด...ดอย article
ฝน...ทั้งดีและชั่วอยู่ด้วยกัน article
บทเพลงแห่งธรรมชาติ article
ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย article
บุหรี่ มัจจุราชตัวน้อย article
ป่าขี สายลมและสายน้ำ article
บ้านชมทุ่ง article
เกาะกุฏี ในสำนึก article
เปิดบันทึกการเดินทาง ... โก๋ ก้อนดิน article
เดินป่า เมื่อยามฤดูฝน "ตาดหินยาว" article
ภูสอยดาว article
บันทึกจากห้องเช่าเมื่อยามความเหงามาเยือน article
ผจญภัยที่เกาะช้าง...... article
ชะอำ...ช้ำใจ article
หัวใจเดินทาง..อีกครั้ง!! (Samed Episode II) article
" 7 Days In Tibet " ดินแดนขอบฟ้าหลังคาโลก article
ตำนานคน ตำนานป่า ตำนานการเดินทาง article
เดินป่าขึ้นเขาสน ณ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาสน-เขาสนามเพรียง 12 - 13 -14 - ส.ค. 48 article
พุเตย…พิสูจน์ใจไล่ความกลัว article
บันทึกนี้ที่เชียงใหม่ article
"ลัดเลาะสองฝั่งแม่กลอง แอบมองหิ่งห้อย ร้อยพัน" article
รสชาติใหม่ของการเดินทาง (Suan Soan Pradipat) article
จาก ขญ.11 สู่ ขญ. 10 (Bike Camp) article
เปิดบันทึกเล่มใหม่ กับการผจญภัยที่ “ตาดหินยาว” article
ความสุขไม่ได้รออยู่ที่ปลายทาง article
ห้างเก่า article
แสงประหลาด article
บ้านแม่แสะ article
มืดแปดด้าน article
มะพร้าวตก article
บ้านแพซุง article
บ้านขุนแปะ article
ทุ่งกระทิง article
ด่วนเจ้าพระยา article
ควบจิ้งเหลนดงมุ่งตรง บึงฉวาก article
คลื่นยักษ์ที่โถมซัดไม่อาจทัดทานคลื่นน้ำใจ article
ความเจริญไม่มีที่สิ้นสุด article
ช่างซอตาบอด article
“สู่...ยอดเขาโล้น” article
ดินแดนแห่งอารยธรรม article
“ภูชี้ฟ้า” ภูนี้ไม่เคยว้าเหว่ article
ยอดลมพัด ไม่ได้มีแค่ในตำนาน.. article
เมืองเล็กๆ ที่ชื่อ “ปาย” article
สวัสดี เกาะ 1,000,000 article
ค่ำไหนนอนนั่น article
"กระทิง สิ่งอันเป็นที่รักของฉัน" article
เกาะสีชัง จำลอง...Believe It or Not ! article
" เขาลมพัด " รวมพลคนหน้าตาดี article
จากกรุงเก่าสู่บางปะอิน article
ดอกไม้เบ่งบานกับวัฒนธรรมไร้พรมแดน article
ยี่เป็ง...ประทับใจ
ปาย ฝนต้นหนาว
โชงโดง กับคำถามที่ว่า “เราขึ้นมาทำไม?”
ความเปลี่ยนแปลงใน สังขละบุรี
ตามรอย รัก-ยม ชมไทยไป ขุนแม่ยะ
บันทึกไออุ่น...จากพี่ให้น้อง ครั้งที่2
เสียดาย โดดเดี่ยวใน...ภูเก็ต
สรุปการเดินทาง 3 เดือนแรก
มนต์เสน่ห์ เชียงคาน บันทึกที่ริมสายน้ำโขง
ซ้ำรอยเดิมที่...ตาดหินยาว
ครบรอบ 1 ปี แห่งความรัก หนุ่มตัน กับสาวปลา
ในสายหมอกที่ “ภูสอยดาว”
อุทัยธานี...มีอะไร?
ได้โปรดเถอะ !!!! นำพาเขามาสู่ฉัน
Home Stay แบบชิวๆ ที่ เขายายเที่ยง



[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (143123)
avatar
yai
อยากเขียนเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเดินทางบางจัง  แต่ก็อยากสร้างรายได้จากตรงนี้เราต้องทำอย่างไรบ้างนะ
ผู้แสดงความคิดเห็น yai วันที่ตอบ 2013-03-07 13:05:30



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2003 Chomthai team 089-7801770

ตารางออกอากาศรายการชมไทยแลนด์ ช่อง ของดีประเทศไทย   (จานเหลือง DTV และจานเคเบิ้ลท้องถิ่นที่รับได้ทั่วไป)

วันเสาร์ 18:30-19:00 รีรัน อังคาร 22:30-23:00  พฤ. 14:00-14.30  ศุกร์  9:30-10:00 / 16:30-17:00

  Nextstep ชมย้อนหลังรายการชมไทยแลนด์ รายการชมไทยสัญจร ที่ช่อง Real Metro     หนังสือของชมไทย วางแผงกันแล้ว   

 

ติดต่อ : ชมไทย chomthailand.com  14/2  ม.3  คลองถนน  สายไหม  ก.ท.ม.  10220   โทร 089-7801770    e-mail : webmaster@chomthailand.com

Free Page Rank Tool