dot
dot
dot
bulletGallery ห้องภาพคนเดินทาง
bulletข่าวสาร เทศกาล ท่องเที่ยว
bulletใต้ฟลายชีท-ชวนกันเที่ยว
bulletมุมเพื่อน บทความ นัดพบ ฯลฯ
bulletห้วงสำนึกเดินทาง blog ,diary
bulletคลังข้อมูล เวบบอร์ดเก่าชมไทย
bulletท่องเที่ยว 76 จังหวัดทั่วไทย
bulletเรื่องเล่าริมทางเดิน
bulletบันทึกเดินทาง (คลังเก่า)
bulletแนะนำ หนังสือน่าอ่าน
ค่ายอาสา ไออุ่นจากพี่ให้น้อง
bulletเที่ยวเกาะช้าง


deuter kovea Eneloop ถุงนอน เป้ ตะเกียง เชือก เดินป่า มีด ไฟฉาย เปลมุ้ง รองเท้า

แบนเนอร์ชมไทย


ฝ่าสายฝนจากเชียงของ สู่เพลินวาน

ทริปเชียงของ-สามเหลี่ยมทองคำ-แม่สาย-เพลินวาน

ได้หยุดยาวหลายวัน เป็นเพราะนโยบายของรัฐบาล นายกอภิสิทธิ์ ที่สนับสนุนให้คนไทยจับจ่ายใช้สอย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวในบ้านเรา ฉันเลยได้รับอานิสงไปด้วย ทั้งที่ปกติจะหาวันหยุดยาวกับชาวบ้านเขาซะทีแสนจะยากเย็น พอได้วันหยุดยาวเป็นของตัวเอง ออกอาการตื่นเต้นเกินเหตุ ฉันจะไปไหนดี นู่น โน่น นี่ นั่น ล้วนแต่เป็นสถานที่ที่อยากไปทั้งนั้นเลย อุบลฯ ก็น่าไป ขึ้นชื่อเรื่องแห่เทียนเข้าพรรษา สังขละก็น่าเที่ยว เชียงใหม่งานรับขวัญเจ้าหมวย แพนด้าน้อยก็น่าสนใจใช่หยอก เขาสกยามนี้ล่ะ โอ๊ยยยย!!! แต่ละที่รักพี่ เสียดายน้องทั้งนั้น ท้ายที่สุดมาจบที่ทริปเชียงของ ที่มีเพื่อนๆ กลุ่มหนึ่งจะไปกันอยู่แล้ว พอลงตัวที่เชียงของ จู่ๆ สมองก็แล่นไปถึงเชียงตุง ทุ่งนายามนี้คงเขียวขจีแล้ว เห็นหญ้าอ่อนเป็นไม่ได้ ฮา...ไม่ใช่แล้ว ที่จริงอยากไปเชียงตุงอยู่เหมือนกัน ในใจคิดว่าเมื่อไปถึงที่นั่น ก่ะจะเนียนๆ พาคู่หูอีกคนข้ามฝั่งไปซะหน่อย แต่ที่ไหนได้ ดันแอบจับได้ซะก่อนว่าเราจะพาเลยเถิดไปถึงเชียงตุง ค้านหัวชนฝา ยังไงก็ไม่ไป เฮ้อ...เสียดายจัง (แอบทำเสียงอ้อนเหมือนพี่ผึ้ง)

 สรุปเชียงของแน่นอน จัดการจองตั๋วเรียบร้อย โทรหาเพื่อนที่มีทริปเชียงของอยู่แล้วว่า เดี๋ยวเราสองคนจะตามไปสมทบนะ แต่เพื่อนเจ้ากรรมดันเปลี่ยนใจ ไม่ไปมันละเชียงของ เออ...มียังงี้ด้วย ไม่เป็นไร เดี๋ยวหาที่ไปเองก็ละกัน ไม่น่ายาก (หรือเปล่า) เย็นวันเสาร์ เวลา 1 ทุ่ม รถบขส. สายกรุงเทพฯ-เชียงของ ก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากชานชลา หมายเลขที่ 120

 เส้นทางสายกรุงเทพ - เชียงของ

 ฉันหลับๆ ตื่นๆ ฝนตกลงมาตั้งแต่ยังไม่เข้าเขตสิงห์บุรี ก็เดินทางหน้าฝนนี่นะ ต้องทำใจ ยังคิดบวกอยู่ว่า เมื่อไปถึงเชียงของ ฝนคงปราณีเราบ้าง เชียงของจะเป็นยังไงนะ จะเหมือนปายหรือเปล่า หรือว่าสงบและมีเสน่ห์คล้ายเชียงคานที่ฉันหลงไหล นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก เพราะถามน้องคนหนึ่งที่เคยไปมาแล้วว่า เชียงของมีอะไร? น้องบอกว่า ไม่มีอะไรเลยพี่ เจริญมากๆ (เอ่อ...ช่วยได้เยอะเลย)...ก็ในความไม่มีอะไรนี่ไม่ใช่เหรอที่ฉันค้นหา และอยากสัมผัส นั่งนึกในใจ มันต้องมีอะไรบ้างซิน่า (_ _”) รถแล่นมาเรื่อยๆ ผ่านป่าเขา ลำเนาไพร (ฉันเดาเอาน่ะ) เพราะทางขึ้นเหนือนี่นา อย่างน้อยก็ต้องผ่านเขา และป่าบ้างล่ะ มืดออกอย่างนี้ใครจะไปมองเห็น แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้คือ รถสาดไปหลายโค้งมากเลย บางครั้งหลับตาเพื่อสยบความกลัวในใจ ฝนเจ้ากรรมก็เทลงมาอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งสูงปริมาณความหนาของเม็ดฝนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อ่านป้ายเชียงของอีกไม่ไกลแล้ว ฟ้าก็สว่างพอดี ผู้โดยสารเริ่มทยอยลงเพราะถึงจุดหมายปลายทางของแต่ละคน คงเหลือฉันกับเพื่อน และคู่หญิงชายชาวต่างชาติ อีก 2 คนเท่านั้น ที่นั่งคู่กันตรงเบาะด้านหน้า เจ้าฝรั่งผู้หญิง เริ่มป๊อด ขยับมาสะกิดถามฉันเป็นภาษาบ้านเกิดว่า “รถนี่ไปจอดที่เชียงของเลยใช่มั้ย?” (กรุณาฟังเสียงซาวด์แทรค) ฉันตอบ “เยส” จากนั้นเธอก็บอกว่าเธอไม่แน่ใจ เพราะเห็นผู้โดยสารคนอื่นทยอยลงกันหมด ฉันเลยสร้างความมั่นใจให้กับเธอว่า ไม่ต้องกลัว เพราะฉันกับเพื่อนก็จะไปลงที่เชียงของเช่นกัน เธอยิ้มออกมาได้ และเริ่มถามว่าเราสองคนจะไปที่ไหนในเชียงของ ถามมาแบบนี้ ฉันมึนตึบ เลยบอกไปตรงๆ ว่า ฉันก็ยังไม่รู้เหมือนกัน เพราะฉันก็เพิ่งมาเชียงของครั้งแรก และที่สำคัญ ไม่รู้อะไรเลย เท่านั้นแหละเธอถึงสงบคำลงได้

      

      

ไม่ทันไร รถมาหยุดหน้าตลาด (ฉันเดาอีกแล้ว) ก็รถส่วนใหญ่ ถ้าไม่เข้าท่ารถ ก็จอดหน้าตลาดเสมอ พนักงานประจำรถบอก ถึงเชียงของแล้วครับ รถหมดระยะที่นี่ ฉันไม่ลืมสะกิดบอกเพื่อนต่างชาติ ว่านี่เธอถึงเชียงของแล้วนะ ลงได้แล้ว เพราะสังเกตท่าทางทั้งคู่เตรียมตัวจะเอนหลังนอนต่อ เพราะคิดว่าคงยังไม่ถึง ฉันกับเพื่อนโดดลงจากรถได้ต้องรีบวิ่งหาที่หลบฝน เพราะตกหนักมาก มองซ้ายแลขวา มีแต่สามล้อเครื่อง 3 คัน นอกนั้น ทุกอย่างเงียบสนิท มึนเลยทีนี้จะไปไหนต่อ ฝรั่งคู่นั้นเดินมาหาฉันแล้วถามหาห้องน้ำ เออแน่ะ!! ยังอุตส่าห์พยายาม ฉันเลยบอกไปว่าซอรี่ เพราะฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ตั้งสติ คิดแผนการต่อไปกับเพื่อน เอาไงดี ไหนลองดูแผนที่ซิ ค้นๆ เอ่อ...ลืมปริ้นแผนที่มา เอ๊า!! ให้มันได้ยังงี้ซิน่า ยังดีที่นึกชื่อที่พักแห่งหนึ่งในเชียงของออก เพราะเข้าไปอ่านข้อมูลเชียงของมาบ้าง “ตำมิละ” คือชื่อเดียวที่คิดออก บอกคนขับสามล้อว่า พี่รู้จักตำมิละมั้ย พี่เขาพยักหน้าหงึกๆ งั้นไปเลย ค่ารถคนละ 30 บาท (ทั้งๆ ที่ไปไม่ไกลเลย) ฉันยังห่วงฝรั่งสองคน เห็นว่ายังงงๆ มึนๆ กันอยู่ เลยเดินเข้าไปถามว่า จะไปด้วยกันมั้ย มีที่พักหรือยัง เธอตอบว่าขอบคุณ แต่เธอกำลังจะไป ตม.  และจะข้ามไปลาวเลย งั้นเป็นอันว่าเราแยกกันตรงนี้ บ๊าย บาย เพื่อนต่างชาติ แล้วบอกเธอว่า โชคดีนะ


รถสามล้อพาเรามาจอดหน้าบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเดินเข้าไปภายใน มีต้นไม้ขึ้นรกมาก ฉันเริ่มหวั่นๆ บอกพี่คนขับสามล้อ อย่าเพิ่งไปนะคะ เผื่อฉันเปลี่ยนใจ ก็เงียบกริบออกยังงี้ ฉันบ่นงึมงำ ตื่นกันหรือยังนะ พี่สามล้อแกคงได้ยิน บอกว่าไม่ต้องกลัว เดินลงไปข้างล่างเลย ตามทางนั่นแหละ ฉันหันลีหันขวาง มีทางด้วยเหรอ เท่านั้นแหละ เริ่มสังเกตเห็นว่ามีทางเดินเป็นบันไดลงไปยังตัวเกสเฮาส์ และร้านอาหารที่อยู่ด้านล่าง มองออกไปไกลๆ เห็นวิวแม่น้ำโขงสวยมากเลย คงเป็นเพราะความกลัว เลยบังตาไว้ตอนแรก ไม่ทันได้สังเกตอะไร หันมาบอกพี่สามล้อ ขอบคุณค่ะ พี่ไปได้แล้ว เราสองคนเดินลงมา ก็เห็นมีคน 2 คน อยู่ในส่วนของร้านอาหาร คือพี่ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หลังเคาท์เตอร์ และผู้ชายอีกคนที่นั่งกินมื้อเช้าอยู่อย่างเงียบๆ พี่ผู้หญิงตรงเคาท์เตอร์มัวง่วนกับงานที่ทำเลยไม่ทันได้สังเกตเห็นเราสองคน แต่ผู้ชายที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ หันมาทักทาย สวัสดีครับ ฉันก็พยักหน้า สวัสดีค่ะ มีที่พักมั้ยคะ ผู้ชายคนนั้นก็บอกว่า ติดต่อด้านในเลยครับ แล้วพี่ผู้หญิงด้านในถึงสังเกตเห็นเราสองคน และออกมาต้อนรับ หลังจากสอบถาม มีที่พักอยู่ 3 เรทราคาด้วยกัน 350.- ห้องพัดลม 450.-ห้องพัดลม+ทีวี และ 600 บาท ห้องแอร์+ทีวี ฉันมองออกไปด้านนอก ฝนท่าทางจะตกแบบนี้ทั้งวัน จึงบอกพี่เค้าไปว่า อากาศเย็นๆ แบบนี้ ห้องพัดลมก็พอค่ะพี่  แต่ว่าอยากดูห้องแอร์ด้วย พี่ผู้หญิงบอกว่า ถ้าจะดูห้องต้องรอก่อน เพราะแขกยังไม่ออกเลย ฉันก็ว่าไม่เป็นไรค่ะ ไม่รีบ เดี๋ยวกินข้าวก่อนก็ได้ นี่ก็ 8 โมงแล้ว ข้าวเช้ายังไม่ได้กินเลย จากนั้นก็ขอรายการอาหารมาสั่ง ไม่ลืมเติมคาเฟอีนให้ตัวเอง

หลังจากมือเช้าแล้ว ก็นั่งเล่น เดินถ่ายรูปในส่วนของร้านอาหารไปเรื่อยๆ หนุ่มที่ทักทายเราคนแรกก็เข้ามาคุย มาถามว่ามาเที่ยวเหรอครับ มาถ่ายรูปเหรอครับ ที่นี่วัดสวยนะครับ หรือสนใจอยากข้ามไปเที่ยวที่ลาวก็มีเรือข้ามไปได้นะครับ เราสองคนก็พยักหน้า หงึกๆ แล้วถามกลับไปว่า “พี่มาเที่ยวคนเดียวเหรอคะ” (ชิงเรียกพี่ก่อนเลย ได้เปรียบ...ฮา) ครับ มาคนเดียว มา 3 วันแล้วยังไม่ได้ไปไหนเลย ติดใจตำมิละ เลยไม่อยากไปไหน วันนี้ว่าจะข้ามไปลาว ทำเรื่องผ่านแดนเรียบร้อยแล้ว แต่ฝนก็ดันมาตกซะก่อน นี่ก็รอให้ฝนหยุด ถึงจะไป สนใจไปด้วยกันมั้ยครับ ฉันบอกว่าขอบคุณค่ะ แต่ขอเดินเที่ยวในเชียงของดูก่อน ถ้าไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็จะข้ามไปลาวเหมือนกัน จากนั้นก็แยกย้ายกันไป พี่ผู้หญิง ทราบชื่อภายหลังว่าชื่อพี่กุ้ง พาเราสองคนไปดูห้องพักแบบพัดลมก่อน ดูแล้วไม่ถูกใจ เพราะมีตั้งสองเตียง ย้ายไปดูห้องแอร์ โอเคค่ะ ห้องนี้แหละค่ะพี่ ห้องพักสะอาดสะอ้านดีค่ะ ห้องที่เราได้ มองเห็นวิวแม่น้ำโขงด้วย แต่ฝนตกหนักเหลือเกิน เอายังไงกันดีล่ะทีนี้ นั่งรอให้ฝนหยุด รอแล้วรอเล่าฝนก็ไม่หยุด เฮ้อ งั้นก็อย่ารอมันเลย เที่ยวทั้งที่ฝนๆ นี่แหละ ได้รสชาติชีวิตอีกแบบหนึ่งดีเหมือนกัน จัดแจงแต่งองค์ทรงเครื่องกันฝนเสร็จก็ออกลุยเชียงของกันเลย

        


เราสองคนเดินออกมาจากตำมิละ แล้วเลี้ยวซ้าย เพราะตอนที่นั่งสามล้อผ่านมา เห็นวัดน่าสนใจเหมือนกัน เลยคิดว่าไปถ่ายรูปวัด ไหว้พระก็ดีนะ กราบพระเสร็จ เดินถ่ายรูปก็แล้วฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะขาดสายเลย เฮ้อ!!! สงสัยทริปนี้ต้องทำใจ เที่ยวกับฝนซะแล้ว เดินออกจากวัด ใกล้เที่ยงเต็มที ริมทางทั้งสองข้างร้านรวงก็ปิดหมด เงียบมากมายก่ายกอง จะเงียบไปถึงไหน....เดินเล่นตากฝนไปเรื่อยๆ ยังกับเล่นมิวสิค แล้วก็เลี้ยวเข้าไปเจอถนนอีกสายที่เลาะเลียบริมโขง เห็นป้ายชื่อร้านอาหารริมโขง เลยมุ่งหน้าไปที่นั่นหาของกินดีกว่า มาเมืองริมโขงทั้งที ก็ต้องกินปลาแม่น้ำโขงซิจริงมั้ย เดี๋ยวเค้าจะหาว่าเรามาไม่ถึง พอมาถึงร้าน เท่าที่สังเกต ถ้าฝนไม่ตก ร้านนี้เป็นร้านที่บรรยากาศดี และน่านั่งมากๆ เพราะนั่งกินไป ชมวิวแม่น้ำโขงไปสบายอุรา แต่วันนี้ฝนตก ส่วนที่นั่งสำหรับชมวิวไม่เปิด เราต้องมานั่งด้านบนริมถนน มองไปต้นไม้ก็บังแม่น้ำโขงซะงั้น แต่ไม่เป็นไร อาหารอร่อยเป็นพอ สั่งกันเต็มที่ทั้งปลาบึก ปลางคัง จากแม่น้ำโขงทั้งนั้น กินเสร็จเช็คบิล 400.- อื่มมม ไม่แพง (หรือเปล่า) เพราะเคยกินเมนูปลาที่อื่นแพงกว่านี้นะ ที่นี่อาหารอร่อย วิวดี เสียอย่างเดียวเรื่องบริการ คงเป็นเพราะพนักงานที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเด็กสาวๆ ที่ข้ามฝั่งมาจากลาว เลยสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่น้องเค้าก็กระตือรือร้นที่จะทำงานดีเหมือนกัน อันนี้ยอมรับ บางทีเจอเฒ่าหัวงู พูดจาดูถูกบ้าง ไม่รู้น้องเค้าฟังรู้เรื่องมั้ย แต่เราน่ะเข้าใจเต็มๆ เลย ได้ยินแล้วเสียอารมณ์  ช่างมันเรามาเที่ยว อย่ามาหงุดหงิดกับเรื่องไร้สาระแบบนี้เลย...


กินเสร็จก็ออกมาเดินเล่นกันต่อ ตอนนี้เปลี่ยนใจเดินริมโขงกันดีกว่า วิวสวยด้วย นี่ถ้าฝนไม่ตกคงได้หยิบกล้องออกมาเก็บภาพเยอะกว่านี้แน่ๆ กว่าจะถ่ายได้ต้องเปลี่ยนกัน คนนึงถือร่ม อีกคนกดชัตเตอร์ แหมทรมานดีแท้ เดินๆ ไปเริ่มเหนื่อย เพราะทางมันขึ้นๆ ลงๆ เนิน กินอิ่มๆ มาเดินแบบนี้จุกได้เหมือนกัน ตัดสินใจ ไปนั่งอ่านหนังสือเล่นที่ตำมิละดีกว่า เพราะนอกจากฝนแล้ว ตอนนี้เริ่มมีลมด้วย ร่มคันจิ๋วเดียวเริ่มกันไม่อยู่ เนื้อตัวเปียกชุ่มไปหมด หนาวสั่นหงั่กๆ

       



กลับมาถึงตำมิละ ช่วงนี้มีแขกต่างชาติเริ่มทยอยมานั่งทานอาหารกันแล้ว ฉันกับเพื่อนรู้สึกเหนื่อยเลยแอบไปหาความอบอุ่นนอนหลับพักผ่อนยามบ่ายที่ฝนลงจัด ตื่นมาอีกทีมองเวลาเกือบบ่าย 4 โมง เลยออกไปจับจองโต๊ะที่สามารถมองเห็นวิวริมโขง แล้วก็หยิบหนังสือเล่มโปรดออกมานั่งอ่านมันซะเลย ช่างเป็นเวลาที่แสนสุขจริงๆ เริ่มอ่านหนังสือได้ไม่นาน หนุ่มคนที่คุยกันตอนเช้าก็เดินมาคุยด้วย แต่ตอนนี้เราสองคนเป็นฝ่ายถามกลับซะมากกว่า สอบถามชื่อเสียงเรียงนามแล้ว ชื่อว่าปิงปอง คำถามต่อไปนี่ไม่อยากถามเลย เพราะมั่นใจว่าต้องแก่กว่าแน่ๆ และก็เป็นจริงดังคาด หนุ่มน้อยคนนี้อายุแค่ 25 ฉันแอบแซว หน้านำไปก่อนแล้วนะ ฮา... ไม่รู้ว่าเราสองคนหน้าอ่อน หรือน้องเค้าหน้าแก่ ที่ทำให้น้องเค้าเข้าใจผิดหลงเรียกเราสองคนว่าน้องอยู่ตั้งนาน พอรู้อายุกันแล้วก็ฮากระจาย พอเริ่มหัวเราะกันได้ มิตรภาพหลังจากนั้นก็ง่ายขึ้น ปองเริ่มเล่าเรื่องส่วนตัวให้เราสองคนฟัง แต่คงไม่เล่าต่อหรอกนะ เพราะไม่รู้ว่าน้องเค้าอนุญาตหรือเปล่า เห็นน้องเค้าชอบเที่ยวเหมือนกัน จึงแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจไป และก็แนะนำให้รู้จักกับชมไทยด้วย ฉันบอกน้องเค้าไปว่า ถ้าน้องอยากหามิตรภาพสวยๆ จากคนแปลกหน้าล่ะก็ ลองเข้ามาเยี่ยมชมไทยดู แล้วจะรู้ว่ามิตรภาพดีๆ นั้นหาได้ไม่ยากเลย คุยกันได้สักพัก เราสั่งมื้อเย็นมาทาน ปองก็ขอตัว และนัดแนะกันว่า ตอนเช้าจะพาไปใส่บาตร พระที่นี่น่าสนใจ เพราะพระที่นี่สวดมนต์ประสานเสียงคล้ายวงบอยแบนด์เลย ฉันฟังแล้วก็อื่มมม แปลกดี โอเค เจอกันตอนเช้านะ


แต่สุดท้ายฉันสองคนก็ผิดนัดปอง เพราะอาการขี้เกียจตื่น กว่าจะลงมาจากห้องก็เกือบ 8 โมงแล้ว ปองเดินเข้ามาแซวแหม ปล่อยให้รอเก้อ ฉันบอกขอโทษ อากาศมันไม่ชวนให้ตื่นเลย เช้านี้เราสองคนตัดสินใจไปเชียงแสนกันต่อ เพราะฝนตกแบบนี้ทำอะไรไม่ได้เลย คิดว่าไปเชียงแสนดีกว่าเผื่อฝนตกไม่ทั่วฟ้า ปองก็บอกว่าเมื่อวานก็ไม่ได้ข้ามไปลาวเหมือนกัน เพราะมัวแต่รอฝนหยุด แต่วันนี้จะไม่รอแล้ว เพราะถ้าหากรอฝนหยุด บางทีอาจพลาดโอกาสดีๆ หลายอย่าง ฉันจึงอวยพรให้ปองโชคดี เที่ยวให้สนุก และเจอกันที่กรุงเทพฯ ปองอาสาเดินไปส่งพวกเราขึ้นรถ และนั่งเป็นเพื่อนจนกระทั่งรถออก น่ารักจริงๆ แซวกันไปแซวกันมาเหมือนรู้จักกันมานาน นี่แหละมิตรภาพตามรายทาง ^^

        

เส้นทางสายเชียงของ – เชียงแสน - สามเหลี่ยมทองคำ


รถที่ไปเชียงแสนเป็นรถสองแถว รถออกไม่เป็นเวลา รอให้คนเต็มจึงออก วันนี้ฝนตกหนัก จริงๆ แล้ว ฝนตกมาแล้ว 24 ชั่วโมงไม่หยุดเลยตั้งแต่เมื่อวาน จึงไม่มีคนออกไปทำธุระที่เชียงแสน เราสองคนนั่งรอจน 10 โมงกว่า คนก็ยังไม่เต็มรถ แต่โชเฟอร์ก็อุตส่าห์ออกรถให้ ในรถมีลุงแก่ๆ สองคน ทักทายพวกเราด้วยภาษาคำเมือง ที่เหลืออีก 4 คนเป็นสาวๆ วัยรุ่น ที่คุยภาษาอะไรก็ไม่รู้ฉันฟังแล้วไม่เข้าใจ เดาว่าคงไม่ใช่ภาษาลาว เพราะฉันเคยได้ยินภาษาลาว ฟังแล้วคล้ายๆ เหนือกับอิสานปนกัน ฟังยังไงก็เข้าใจ แต่นี่ 4 สาว คุยอะไรกันก็ไม่รู้ คงเป็นเรื่องที่สนุกน่าดู เพราะคุยไปขำไป ฉันคิด แอบนินทาพวกเราอยู่หรือเปล่า แน่จริงพูดให้รู้เรื่องซิ เชอะ! 4 สาวลงระหว่างทาง ไม่นานลุงสองคนก็ลงบ้าง ทีนี้เหลือเราสองคนแล้วซิ


เส้นทางสายเชียงของ – เชียงแสน เป็นทางขึ้ง-ลงเขา เลียบแม่น้ำโขง วิวสวยมากๆ แต่ไม่สามารถเก็บภาพมาได้ เพราะฝนตกตลอดทาง ไม่กล้าเสี่ยงหยิบกล้องขึ้นมา พอฝนซานิดหน่อย วิวก็มีแต่ป่า คล้ายว่าธรรมชาติไม่ต้องการให้เราสมใจ นั่งหนาวสั่นหงั่กๆ อยู่กระบะหลังรถ ไม่นานก็ถึงบ้านหาดบ้าย ซึ่งคนขับบอกว่าเราต้องต่อรถไปเอง แต่วันนั้น ไม่มีรถเข้าเชียงแสน มีผู้โดยสาร 4 คน ซึ่งก็มีเราสองคนรวมอยู่ด้วย ส่วนอีกสองคนเป็นชาวบ้านหาดบ้าย คนขับเดินมาเจรจาจะเหมาไปมั้ย ปกติค่ารถจากเชียงของ-เชียงแสนคนละ 100 บาท แต่นี่เหลือผู้โดยสารแค่ 4 คน คิดเพิ่มอีกคนละ 30 บาท ช่วยค่าน้ำมันเค้าหน่อย แล้วเค้าจะไปส่งให้ เราสองคนตกลง ไม่ต่อเลย เพราะเห็นทางที่ผ่านมาแล้ว ให้เค้าไปเถอะ รถตุเลงๆ ฝ่าฝนผ่านเขาลำเนาไพร จนใกล้เที่ยงก็เลี้ยวเข้ามาจอดที่ตลาดเชียงแสน ฉันจัดการโทรหาเพื่อน สอบถามได้ความว่าเปลี่ยนแผนกันอีกแล้ว ไม่ไปแล้วแม่สาย ลงจากดอยแม่สลองก็จะเข้าเชียงใหม่เลย เอ่อ....เอาไงดีล่ะ เพราะตอนแรกคิดว่าจะไปสมทบกันเพื่อนที่แม่สาย ตอนนี้เปลี่ยนแผนแบบปัจจุบันทันด่วน เราสองคนก็เลยต้องเปลี่ยนแผนกันบ้าง แถมรถไปแม่สายเที่ยวสุดท้ายก็ออกไปแล้วด้วย เท่าที่ดูเมืองเชียงแสนก็คล้ายๆ กับเมืองเชียงของนะ งั้นเราย้ายฐานไปสามเหลี่ยมทองคำกันดีกว่า อิอิ เผื่อจะได้เข้าบ่อนต่างชาติซะหน่อย ว่าแล้วก็กระโดดขึ้นรถไปสามเหลี่ยมทองคำกันต่อ โบกมือบ๊ายบาย เชียงแสนไว้ครั้งหน้าผ่านมาคงได้แวะหากันอีก ก่อนรถออกแอบถามพี่คนขับว่ามีที่พักที่สามเหลี่ยมทองคำแนะนำบ้างมั้ยคะ พี่เค้าบอกว่าต้องที่นี่เลย โกลเด้นโฮม ฉันถามกลับสวยเหรอคะ พี่เค้าบอกว่าก็สะอาดดี สบายด้วย แล้วฉันก็ให้พี่เค้าไปส่งที่หน้าที่พักเลย ไม่ต้องเดินหากันให้เมื่อยตุ้ม

 

      

      

 
โกลเด้นโฮม เป็นรีสอร์ทเล็กๆ ไม่กี่หลัง อยู่ใกล้ๆ กับทางขึ้นพระธาตุปู่เข้า และพิพิธภัณฑ์ฝิ่น พระธาตุปู่เข้านี้เราสามารถขึ้นไปชมวิวสามเหลี่ยมทองคำได้ หลังจากดูห้องแล้วเราสองคนก็เช็คอินเป็นที่เรียบร้อย ถูกใจใช้ได้กับราคา 500 บาทพร้อมอาหารเช้า 2 ที่ มาเที่ยวช่วงโลว์ก็ดีแบบนี้ อุปสรรคอย่างเดียวคือฝนนั่นเอง ที่มาถึงตอนนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ให้มันรู้ไปว่าฝนกับเราใครจะแน่กว่ากัน อยากตก ตกไป ฉันจะเที่ยวซะอย่าง เก็บของเสร็จแล้วเราก็ไม่เสียเวลา กางร่มเดินเล่นสามเหลี่ยมทองคำกันเลย กองทัพเดินด้วยท้อง หามื้อเที่ยงเติมพลังกันก่อน ที่สามเหลี่ยมทองคำมีเพิงขายอาหารอยู่ริมโขง นักท่องเที่ยวสามารถเลือกนั่งกันได้ตามสบาย นั่งเสร็จก็สั่งอาหารกันเลย แต่ฉันว่าราคาอาหารที่นี่ค่อนข้างโหดไปซะหน่อยกับคุณภาพอาหารที่เราได้รับ แต่รสชาติอร่อยใช้ได้ทีเดียว กินไปก็สังเกตุการณ์บรรยากาศรอบตัวไป ตอนแรกคิดว่ามาถึงที่นี่ก็น่าจะข้ามไปชมคาสิโนซะหน่อย เพื่อเป็นประสบการณ์ชีวิต แต่เห็นระดับน้ำและกระแสความแรงของสายน้ำโขงแล้วก็ปอดแหกขึ้นมาเลย เปลี่ยนใจเดินเล่นอยู่ฝั่งไทยนี่แหละดีที่สุด อิ่มหนำสำราญกันแล้ว มื้อนี้จ่ายไป 600.- จุกแทบตาย เดินย่อยซะหน่อย ช่วงบ่ายนี้เราสองคนเดินขึ้นไปชมวิวที่พระธาตุปู่เข้า โบสถ์สวยมากๆ เลย ชอบแบบสถาปัตยกรรมของวัดทางภาคเหนือจัง ดูแล้วสวยงามมีเสน่ห์ดี เดินเล่นถ่ายรูปเพลินๆ พอทัวร์มา เราก็หนีลงไปข้างล่าง เพราะบรรยากาศเริ่มไม่สงบแล้ว เดินลงมา บังเอิญเจอป้ายพิพิธภัณฑ์ฝิ่น อยู่ตรงนี้เองเหรอ แวะเข้าไปก็ดีนะ อยู่ในอาคาร ไม่ต้องเปียกฝนด้วย ค่าเข้าชมก็คนละ 50 บาทจ่ายไป ได้โปสการ์ดแถมให้คนละใบ เข้าพิพิธภัณฑ์ก็ดี เพิ่มความรู้ให้กับสมองซะหน่อย พอเข้าไปภายในเขาจัดแสดงเส้นทางค้าฝิ่นมีทั้งรูปภาพ ทั้งข้อมูล และอุปกรณ์การเสพฝิ่น หลากหลายมากเลย แปลกตาดี ก็เดินถ่ายรูปกันไป เพลินๆ ออกมาจากพิพิธภัณฑ์ก็เย็นแล้ว ฝนเริ่มลงหนักอีกรอบ เลยตัดสินใจเข้าที่พักดีกว่า เดี๋ยวจะเป็นหวัดไปซะก่อน

วันสุดท้าย สามเหลี่ยมทองคำ สู่แม่สาย เมืองชายแดน
เราสองคนนอนกันตั้งแต่หัวค่ำ ตื่นแต่เช้า จัดการมื้อเช้าเรียบร้อยก็เช็คเอาท์ออกจากที่พัก เพื่อมารอรถไปแม่สาย ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีรถกี่โมง เพราะถามชาวบ้าน เค้าก็บอกว่ามาไม่เป็นเวลา มายื่นรอก็แล้วกัน เฮ้อ!! รอก็รอ ยืนจนขาแข็ง ฝนก็ตก หนาวอีกต่างหาก เกือบชั่วโมงรถก็มา ดีใจจัง เส้นทางจากสามเหลี่ยมทองคำไปแม่สาย ผ่านหมู่บ้าน ทุ่งนา ป่าเขาอีกเช่นเคย นี่ถ้าขับรถมาเองคงต้องได้แวะถ่ายรูปไปตลอดทางแน่ๆ เพราะระหว่างสองข้างทางวิวสวยจริงๆ มองขึ้นไปบนยอดดอย มีหมอกสีขาวลอยฟุ้งปกคลุมอยู่ หากเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวที่นี่คงเต็มไปด้วยผู้คนที่แห่กันมารับความหนาวเย็นจากเทือกเขาเป็นแน่ แต่เราสองคนลงความเห็นกันว่า เที่ยวเหนือ ช่วงฝนนี้มีเสน่ห์อย่างมาก ไว้ครั้งหน้าช่วงฝนเราจะมาเที่ยวกันอีก เพราะบอกตามตรงว่าหลงเสน่ห์เมืองเหนือยามวสันตฤดูซะแล้ว ^^

 เกือบเที่ยงรถมาจอดที่ด่านแม่สาย เราเดินลงจากรถ ตั้งสติ หันซ้ายแลขวาจะไปไหนดี แม่สายฉันเคยมาเมื่อครั้งยังเด็กรุ่นกระเตาะ ตอนนี้ความทรงจำเลือนลางเต็มที ตกลงกันว่าไปท่ารถจองตั๋วกลับกรุงเทพกันก่อนแล้วจากนั้นค่อยตะลอนแม่สายกัน นั่งรถสองแถวไปท่ารถ ซึ่งอยู่ไม่ไกล ได้ตั๋วเรียบร้อย จัดแจงฝากสัมภาระไว้ที่ท่ารถแล้วก็ย้อนกลับไปที่ด่านกันอีกครั้ง ตั้งใจว่าจะข้ามแดนไปต่างประเทศกันซะหน่อย แต่ด้วยความอวดรู้ คิดว่าเรามีพาสปอร์ตอยู่แล้วคงไม่ยุ่งยากอะไร ถือพาสปอร์ตเดินเข้าด่านเลย ตำรวจรับพาสปอร์ตของเราไปดูแล้วมองหน้า “คนไทยนี่” ฉันเลยตอบกลับไปว่า “ใช่ค่ะ” ทำไมเหรอ คนไทยผ่านแดนไม่ได้เหรอ แล้วตำรวจคนนั้นก็ไขข้อข้องใจให้ บอกว่าคนไทยไม่ต้องใช้พาสปอร์ตนะ ไปทำเรื่องผ่านแดนที่อำเภอ ถึงจะข้ามไปได้ ฉันย้อนถามก็มีพาสปอร์ตอยู่แล้ว ทำไมต้องทำใบผ่านแดนด้วย คุณก็แสตมป์วีซ่าที่พาสปอร์ตเลยดิ จะต้องทำให้มันยุ่งยากทำไม เสียเวลาตายชัก จะยังไงก็ไม่ให้ผ่านไป ด้วยทิฐิ ฉันบอกเพื่อนงั้นก็อย่าไปมันเลย ดีซะอีกเม็ดเงินจะได้ไม่ต้องกระจายไปนอกประเทศ ชิส์


บ่ายนั้นเราสองคนทำได้แค่เดินเล่นอยู่ในตลาดแม่สาย ดีที่ฝนหยุดตกแล้ว เลยเดินขึ้นไปกราบพระชมวิวที่พระธาตุดอยเวา ขึ้นมาบนพระธาตุสังเกตเห็นมีแต่นักท่องเที่ยวแถบเพื่อนบ้านเราทั้งนั้นเลย ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวชาวพม่าที่จูงมือกันมาทำบุญไหว้พระ นุ่งโสร่งดูแล้วน่ารักดี  เดินไปจุดชมวิวแอบมองประเทศเพื่อนบ้านที่อยากข้ามไปใจจะขาด แต่ทิฐิเลยอดไป ฉันยืนดูทิวเขาฝั่งโน้นนึกในใจ เชียงตุง เมืองที่ฉันอยากไป คงหลบซ่อนอยู่ด้านหลังทิวเขาลูกไหนสักลูกแน่ๆ สักวันเถอะ ฉันต้องไปให้ได้ ยืนชมวิวได้สักพัก แดดเริ่มร้อนท้องเริ่มร้อง ลงจากพระธาตุมาหาของกินดีกว่า เราสองคนตกลงกันว่า มื้อนี้เราจะลองชิมอาหารจีนยูนานกัน แต่เดินหาร้านอาหารยูนานจนขาลาก ก็ไม่เจอซักร้าน เดินจนแทบจะเป็นลม แต่...เหมือนสวรรค์เป็นใจ ให้เราสังเกตุเห็นป้ายร้าน “ข้าวแรมฟืน” อาหารยูนงยูนานไม่กินมันแล้ว ไปกินข้าวแรมฟืนกันดีกว่า ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า ข้าวแรมฟืนคืออะไร คิดว่าเป็นแค่ชื่อร้าน แล้วจำได้ว่า ปอง หนุ่มน้อยที่เจอกันที่เชียงของเคยพูดถึง ปองบอกว่าต้องไปลองข้าวแรมฟืน กินแล้วเผื่อจะลืมแฟนได้บ้าง ตอนนั้นฉันคิดว่า มุกเสี่ยวจัง (_ _”) เพราะไม่คิดว่าจะมีร้านข้าวแรมฟืนจริงๆ

      

      

 เดินเข้าไปในซอยอีก 500 เมตรกว่าจะเจอ เป็นร้านห้องแถวเล็กๆ ที่มีโต๊ะนั่งไม่มาก แต่คนเต็มร้านเลย เรามองหาที่ว่าง 2 ที่ จึงเดินเข้าไปนั่ง แบบเอ๋อๆ จะสั่งอะไรดี มองดูเมนู มีข้าวซอยน้ำซู่ หมี่เหลืองน้ำซู่ ข้าวฟืนน้ำซู่ และอีกสาระพัดเมนูข้าวฟืน ฉันกับเพื่อนตัดสินใจสั่งเมนูที่คิดว่าเคยรู้จัก คือข้าวซอย กับหมี่เหลืองน้ำซู่ แต่กว่าจะสั่งกันได้เล่นเอาเหนื่อย เพราะป้าเจ้าของร้านแกเล่นจ้างลูกจ้างชาวต่างชาติที่ทั้งฟัง และพูดภาษาไทยไม่ได้เลย ดูแล้วขัดใจจัง ลูกค้าส่วนใหญ่ก็นั่งรอจนหงุดหงิด จนป้าแกต้องเดินมารับออเดอร์เอง นั่นแหละเราถึงจะได้กินกัน พอเมนูที่สั่งถูกยกมา หน้าตาก็ธรรมดา คล้ายๆ กับก๋วยเตี๋ยวนั่นแหละ แต่พอชิมรสชาติแล้ว โอ้โห แตกต่างจากก๋วยเตี๋ยวลิบลับเชียวล่ะ ฉันว่าคล้ายขนมจีนน้ำพริกมากกว่า เพราะมีรสชาติของถั่วลิสงด้วย แต่อร่อยมาก ฟาดเกลี้ยงชามทั้งคู่เลย จากนั้นก็ตกลงกันว่าจะลองชิมข้าวฟืนดู เลยสั่งไปอีกคนละชามคือ ข้าวฟืนน้ำซู่ ข้าวแรมฟืน หรือข้าวฟืนนี้ เป็นอาหารพื้นเมืองของแม่สาย หรือคนเหนือ ทำจากถั่วลันเตา หรือถั่วเหลือง กวนให้ละเอียดแล้วนำไปนึ่ง มีทั้งข้าวฟืนสด แล้วก็ข้าวฟืนทอด สำหรับไว้ทานเล่น อร่อยดี ลักษณะคล้ายๆ เต้าหู้ แต่จะแข็งกว่า เวลากินก็มีน้ำราดให้เลือก 2 อย่างคือน้ำซู่ และน้ำใส ฉันลองแต่น้ำซู่ ที่มีถั่วลิสง น้ำใสยังไม่ได้ลอง เพราะท้องแน่นซะก่อน อาหารพื้นเมืองนี้เล่นเอาฉันติดใจไปเลย กินกันจนอิ่มแปล้ ถึงตอนเก็บตังค์ ตกใจ!! ป้าแกบอกว่าที่กินไปทั้งหมดนี่ รวมน้ำเปล่าอีกขวดนึง 50.- จ้ะ ฉันร้อง หา!!! ถูกเกิ๊น!!! ไม่แปลกใจเลยที่คนแน่นร้าน เพราะเมนูอาหารทุกอย่างชามละ 10 บาทเท่านั้นเอง จัดการจ่ายตังค์ป้าไป เดินออกจากร้านสบายใจ หันกลับไปมองป้ายร้านอีกครั้งเห็นมีเครื่องหมายการันตีความอร่อยทั้งช่อง 5 7 9 ครบเลย หมึกแดงก็มา มิน่าล่ะ อร่อยแบบนี้นี่เอง แนะนำกันเลยค่ะ เพื่อนๆ ท่านไหนที่แวะไปเที่ยวแม่สายอย่าลืมแวะร้านข้าวแรมฟืนนะคะ อยู่บนถนนสายหลักแม่สายนั่นแหละค่ะ มองหาป้าย ข้าวแรมฟืน (ป้านาง) เดินเข้าไปในซอยอีก 500 เมตร เป็นร้านห้องแถวเล็กๆ แต่ความอร่อยคับจอทีเดียว นี่ไม่ได้ค่าโฆษณาหรอกนะคะ แต่ถ้าร้านไหนดี อร่อย เราก็ช่วยบอกต่อๆ กันไปค่ะ


ถึงเวลากลับบ้านแล้วซิ ร่ำลาแม่สายกับสายฝนพรำ ฉันบอกตัวเองว่า ถึงไม่ได้ไปเที่ยวเชียงตุง อย่างที่ตั้งใจไว้ ก็ไม่เป็นไร เพราะเที่ยวบ้านเราก็ดีเหมือนกัน แถมได้ประสบการณ์เยอะแยะด้วย มีทั้งเพื่อนมากมาย แถมได้ชิมของอร่อยๆ พร้อมทั้งหอบความสุขกลับมาจนเต็มกระเป๋าเลย เก็บไว้ใช้ยามขาดแคลน ในช่วงที่ต้องผจญอยู่ในเมืองหลวงที่กว้างใหญ่ และสับสนวุ่นวาย ฉันกับเพื่อนตกลงกันว่าจะต้องกลับมาเยือนเชียงรายอีกให้ได้ และต้องเป็นหน้าฝนเท่านั้น เพราะยามวสันตฤดูที่นี่ชวนให้น่าหลงไหลจริงๆ

แต่..............ทริปนี้ไม่ได้จบที่แม่สายนะคะ ฮ่าๆๆ เราสองคนลงรถแม่สาย ตอนเช้า ก็ไปหัวหินกันต่อ เพราะอยากไปถ่ายรูปสถานที่แห่งหนึ่งในหัวหิน นามว่า “เพลินวาน” รู้จักสถานที่แห่งนี้จากน้องของเพื่อนอีกที บอกว่าเป็นสถานที่ที่จำลองบรรยากาศเก่าๆ ฉันนึกเลยเถิดไปคงคล้ายๆ เมืองโบราณ แต่น้องบอกว่าไม่เหมือนเมืองโบราณนะ แต่ต้องลองไปดู เอ๊า!! ไปก็ไป

   

    

จับรถตู้กรุงเทพ-หัวหิน ค่ารถคนละ 200 บาทขาดตัว นั่งไปใช้เวลา 2 ชั่วโมงนิดๆ รถก็มาจอดที่หน้าเพลินวาน มองเข้าไป ทางเข้าทำน่ารักดี เหมือนเอาไม้มาตีแปะๆ กันไว้ บรรยากาศคล้ายตลาดเก่า แต่นักท่องเที่ยวเยอะมาก คงเป็นเพราะเพิ่งเปิดตัว เลยยังอยู่ในช่วงเห่อกันอยู่ เท่าที่ดู เจ้าของเขาก็ช่างจินตนาการดีนะ คงชอบบรรยากาศของเมืองหัวหินสมัยก่อน จึงลงทุนสร้างขึ้นมา และจำลองบรรยากาศได้น่ารักดี มีทั้งร้านไอศครีม ห้องเสื้อ ร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านเหล้าที่ยังไม่ถึงเวลาเปิดให้บริการ เสียดาย อดลองม้ากระทืบโลง เพราะกว่าจะเปิดก็ 5 โมงเย็น ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ไม่ให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลัง 5 โมงเย็นนั่นเอง มองเลยไปถึงด้านในที่กำลังก่อสร้าง เป็นส่วนของที่พัก คิดว่าถ้าสร้างเสร็จที่นี่คงแน่นไปด้วยขาโจ๋ที่กระหายอยากสัมผัสอดีตเก่าๆ เป็นแน่ เราสองคนใช้เวลาถ่ายรูปที่เพลินวานไม่นาน เพราะยอมแพ้กับฝูงชน ที่แทบเดินชนกันตาย ก็เลยออกมาหาอาหารทะเลกินก่อนกลับดีกว่า


เป็นอันว่าจบทริปวันหยุดยาวอย่างสมบูรณ์ที่หัวหินนี่เอง ชอบนะการเดินทางแบบนี้ แบบตะลอนไปเรื่อยๆ ไม่รีบไม่ร้อน อยากหยุดตรงไหนก็หยุด อยากพักตรงไหนก็พัก ใช้ชีวิตตามใจมันดีแบบนี้นี่เอง.....พลิกดูปฏิทิน วันหยุดยาวเมื่อไหร่อีกน๊า!!!

         

 ................................................. รักยม ชมไทย

ภาพเพิ่มเติมจากการเดินทางทริปนี้

http://www.chomthai.com/forum/view.php?qID=2225&page=0&page_limit=50


 




ตามรอยตะวัน

แก่งหินเพลง เรื่องบังเอิญ คุณบังอร
ออกนอกกะลา ไปบาหลี ตอนที่ 2 (จบ)
ออกนอกกะลา ไปบาหลี ตอนที่ 1
ลุงชู ที่เขื่อนเขาแหลม
น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งเต็มคลอง ที่สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
หนาวนี้ อีกสักที ที่ สวนผึ้ง ราชบุรี
พักกาย..หย่อนใจ..ที่บ้านไร่ตับเต่า
เรื่องเล่า..อโยธารา...
กว่าจะถึง “ภูกระดึง” article
หมู่เกาะตะรุเตา
ความรู้สึกจางๆ กับไออุ่น 4
โกรกอีดก
แบกเป้ มุ่งหน้าสู่ แก่งกระจาน-พะเนินทุ่ง
ร้อน ฝน หนาว ที่ อช.หมู่เกาะชุมพร
ความทรงจำที่เกาะกุฎี article
เรื่องเล่า.............จากเขาหลวง (สุโขทัย) article
bicycleworld lightblue : เดินทางโดยจักรยานรอบโลก article
เที่ยวอยุธยา เมื่อหน้าน้ำ
โฮมพุเตย...ฝันที่ฉันอยากไป article
เขาใหญ่ อช. แรกของไทย article
เขาหลวง-ประจวบฯ article
“เกาะหมาก-เกาะขาม”...สวรรค์ของคนรักสงบ article
ตะลุยเดี่ยวเที่ยว 3 เกาะอ่าวไทย article
เปิดประตูสู่....เขายายเที่ยง
บนทางแสนไกล...ตาดหินยาว
โลกหมุนช้าลง..ที่..เชียงคาน
เมื่อใบไม้เปลี่ยนสี...ที่ขุนแม่ยะ article
เขาโล้นที่เขาแหลม article
บันทึก จากครูดอย (รร.บ้านห้วยโค้ง อมก๋อย) article
เขาหลวง นครศรีธรรมราช article
เรื่องเล่า เชียงคาน
ภูสอยดาว article
ปากน้ำปราณบุรี เขากะโหลก ง่ายๆ สบายๆ ใกล้ๆ กรุง article
เที่ยวเมืองภูเก็ตยังไงให้คุ้มค่าที่สุด article
แอ่วเจียงใหม่ article
น้ำตกป่าละอู ….เราจะกลับมา article
โรงเรียนของหนู (โครงการไออุ่นจากพี่ให้น้องครั้งที่ 1) article
ภูกระดึง........ในวันที่เงียบเหงา article
ภูสอยดาว บันเทิงโบก (...ลองหยุดวิ่งตามดูสักครั้ง) article
ตามหัวใจ..ไปเสม็ด article
สะบายดี..วังเวียง article
ปาย "Pai" article
แบกเป้ลุยเดี่ยว เที่ยว อช.เขาแหลม article
ทริป ”พักใจ ..ไปโกรกอีดก” article
ภาพถ่าย...ลำนำ..และบทเพลง article
เขาสามร้อยยอด article
เวียดนาม (Vietnam) article
จุดเริ่มต้นในการท่องเที่ยว article
อยากอยู่ป่า... article
สู่ยอด...ดอย article
ฝน...ทั้งดีและชั่วอยู่ด้วยกัน article
บทเพลงแห่งธรรมชาติ article
ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย article
บุหรี่ มัจจุราชตัวน้อย article
ป่าขี สายลมและสายน้ำ article
บ้านชมทุ่ง article
เกาะกุฏี ในสำนึก article
เปิดบันทึกการเดินทาง ... โก๋ ก้อนดิน article
เดินป่า เมื่อยามฤดูฝน "ตาดหินยาว" article
ภูสอยดาว article
บันทึกจากห้องเช่าเมื่อยามความเหงามาเยือน article
ผจญภัยที่เกาะช้าง...... article
ชะอำ...ช้ำใจ article
หัวใจเดินทาง..อีกครั้ง!! (Samed Episode II) article
" 7 Days In Tibet " ดินแดนขอบฟ้าหลังคาโลก article
ตำนานคน ตำนานป่า ตำนานการเดินทาง article
เดินป่าขึ้นเขาสน ณ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาสน-เขาสนามเพรียง 12 - 13 -14 - ส.ค. 48 article
พุเตย…พิสูจน์ใจไล่ความกลัว article
บันทึกนี้ที่เชียงใหม่ article
"ลัดเลาะสองฝั่งแม่กลอง แอบมองหิ่งห้อย ร้อยพัน" article
รสชาติใหม่ของการเดินทาง (Suan Soan Pradipat) article
จาก ขญ.11 สู่ ขญ. 10 (Bike Camp) article
เปิดบันทึกเล่มใหม่ กับการผจญภัยที่ “ตาดหินยาว” article
ความสุขไม่ได้รออยู่ที่ปลายทาง article
ห้างเก่า article
แสงประหลาด article
บ้านแม่แสะ article
มืดแปดด้าน article
มะพร้าวตก article
บ้านแพซุง article
บ้านขุนแปะ article
ทุ่งกระทิง article
ด่วนเจ้าพระยา article
ควบจิ้งเหลนดงมุ่งตรง บึงฉวาก article
คลื่นยักษ์ที่โถมซัดไม่อาจทัดทานคลื่นน้ำใจ article
ความเจริญไม่มีที่สิ้นสุด article
ช่างซอตาบอด article
“สู่...ยอดเขาโล้น” article
ดินแดนแห่งอารยธรรม article
“ภูชี้ฟ้า” ภูนี้ไม่เคยว้าเหว่ article
ยอดลมพัด ไม่ได้มีแค่ในตำนาน.. article
เมืองเล็กๆ ที่ชื่อ “ปาย” article
สวัสดี เกาะ 1,000,000 article
ค่ำไหนนอนนั่น article
"กระทิง สิ่งอันเป็นที่รักของฉัน" article
เกาะสีชัง จำลอง...Believe It or Not ! article
" เขาลมพัด " รวมพลคนหน้าตาดี article
จากกรุงเก่าสู่บางปะอิน article
ดอกไม้เบ่งบานกับวัฒนธรรมไร้พรมแดน article
ยี่เป็ง...ประทับใจ
ปาย ฝนต้นหนาว
โชงโดง กับคำถามที่ว่า “เราขึ้นมาทำไม?”
ความเปลี่ยนแปลงใน สังขละบุรี
ตามรอย รัก-ยม ชมไทยไป ขุนแม่ยะ
บันทึกไออุ่น...จากพี่ให้น้อง ครั้งที่2
เสียดาย โดดเดี่ยวใน...ภูเก็ต
สรุปการเดินทาง 3 เดือนแรก
มนต์เสน่ห์ เชียงคาน บันทึกที่ริมสายน้ำโขง
ซ้ำรอยเดิมที่...ตาดหินยาว
ครบรอบ 1 ปี แห่งความรัก หนุ่มตัน กับสาวปลา
ในสายหมอกที่ “ภูสอยดาว”
อุทัยธานี...มีอะไร?
ได้โปรดเถอะ !!!! นำพาเขามาสู่ฉัน
Home Stay แบบชิวๆ ที่ เขายายเที่ยง



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2003 Chomthai team 089-7801770

ตารางออกอากาศรายการชมไทยแลนด์ ช่อง ของดีประเทศไทย   (จานเหลือง DTV และจานเคเบิ้ลท้องถิ่นที่รับได้ทั่วไป)

วันเสาร์ 18:30-19:00 รีรัน อังคาร 22:30-23:00  พฤ. 14:00-14.30  ศุกร์  9:30-10:00 / 16:30-17:00

  Nextstep ชมย้อนหลังรายการชมไทยแลนด์ รายการชมไทยสัญจร ที่ช่อง Real Metro     หนังสือของชมไทย วางแผงกันแล้ว   

 

ติดต่อ : ชมไทย chomthailand.com  14/2  ม.3  คลองถนน  สายไหม  ก.ท.ม.  10220   โทร 089-7801770    e-mail : webmaster@chomthailand.com

Free Page Rank Tool