dot
dot
dot
bulletGallery ห้องภาพคนเดินทาง
bulletข่าวสาร เทศกาล ท่องเที่ยว
bulletใต้ฟลายชีท-ชวนกันเที่ยว
bulletมุมเพื่อน บทความ นัดพบ ฯลฯ
bulletห้วงสำนึกเดินทาง blog ,diary
bulletคลังข้อมูล เวบบอร์ดเก่าชมไทย
bulletท่องเที่ยว 76 จังหวัดทั่วไทย
bulletเรื่องเล่าริมทางเดิน
bulletบันทึกเดินทาง (คลังเก่า)
bulletแนะนำ หนังสือน่าอ่าน
ค่ายอาสา ไออุ่นจากพี่ให้น้อง
bulletเที่ยวเกาะช้าง


deuter kovea Eneloop ถุงนอน เป้ ตะเกียง เชือก เดินป่า มีด ไฟฉาย เปลมุ้ง รองเท้า

แบนเนอร์ชมไทย


เขาหลวง นครศรีธรรมราช article

แมงกระดึ๊บแห่งเขาหลวง....เรื่อง

โก๋-ก้อนดิน...เขียนให้คุณอ่าน

นายเชาเชา... ภาพ

 

 ปักษ์ใต้แดนดินถิ่นด้ามขวานของประเทศไทย  เป็นดินแดนที่กำลังลุกเป็นไฟอยู่ในขณะนี้  ก็คือเหตุการณ์ความไม่สงบสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  มีปัตตานี  ยะลาและนราธิวาสมีการฆ่ากันอยู่เกือบทุกวัน


 แต่ปักษ์ใต้ก็ยังมีเรื่องดีๆอีกมากมายให้เราได้สนใจกัน  เช่น  วัฒนธรรมประเพณีและความเป็นอยู่  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตังของแต่ละจังหวัด  และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติอีกมากมาย  ที่ทำรายได้เข้าสู่ประเทศปีละไม่น้อยเลย 


 ทะเล  ด้วยความที่ภาคใต้ของเรามีพื้นที่ติดกับทะเลที่มีความสวยงามทุกจังหวัดเลยก็ว่าได้  เพราะทะเลในเขตบ้านเรานั้นยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก  จึงทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้มากมายในแต่ละปี  ทำให้มีการกระจายรายได้ไปยังส่วนต่างๆมากมาย  เริ่มตั้งแต่สายการบิน  บริการทัวร์  โรงแรม  รีสอร์ท  ร้านค้าต่างๆ  และชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่น


 นอกจากความสวยงามตามชายหาดแล้ว  ปักษ์ใต้ยังมีเกาะแก่งอีกมากมายที่มีความสวยงามไม่น้อย  โดยเฉพาะธรรมชาติภายใต้ท้องทะเล  ที่มีทั้งแนวปะการังและสัตว์น้ำมากมาย  ที่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก  ในบางแห่งยังเปรียบได้กับสถานที่ต่างๆในต่างประเทศจนมีการตั้งชื่อเปรียบเทียบหรือเรียกเป็นชื่อเดียวกันก็มี  
 

ภัยธรรมชาติ  ปักษ์ใต้เป็นดินแดนที่ได้ชื่อว่า  ฝนแปดแดดสี่  คือไม่มีฤดูหนาวนั่นเอง  จึงทำให้เกิดภัยธรรมชาติมากมาย  เพราะมีฝนตกถึงแปดเดือนจึงทำให้เกิดพายุทั้งน้อยใหญ่บ่อยมาก  ถ้าเราได้ดูข่าวบ่อยๆก็จะรู้ว่ามีลมมรสุมเข้าทางภาคใต้ของไทยไม่เว้นแต่ละวันเลยที่เดียว  จนมีอยู่ปีหนึ่งที่เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงมาก  มีการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจนนับมูลค่าไม่ได้ว่ามากแค่ไหน  แต่มากที่สุดในชีวิตของคนไทยเพราะเป็นครั้งแรกในชีวิต  เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับประเทศของเรา  ปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้วก็ยังไม่เคยเจอะเคยเจอเลยด้วยซ้ำนั่นก็คือ  คลื่นยักษ์สึนามิ  ที่พรากชีวิตของผู้คนในหลายๆประเทศ  และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกมากมาย  มันเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของประเทศในแถบภูมิภาคนี้  และหลังจากนั้นในประเทศเพื่อนบ้านของเราก็เกิดซ้ำขึ้นอีก  คลื่นเพียงแค่สองเมตรก็ยังพรากชีวิตผู้คนไปตั้งหลายร้อยคน  นี่คือภัยธรรมชาติทางท้องทะเล  แต่ยังมีภัยทางธรรมชาติอีกหลายอย่างที่เราต้องระวังคือ  น้ำท่วมและโคลนถล่ม  ตามข่าวที่เคยเกิดขึ้นทางภาคใต้ของเราเอง  ภัยธรรมชาติจึงเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว  เราจึงไม่มีการป้องกันในบางกรณี  แต่บางสิ่งมนุษย์เราเป็นคนทำให้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวก็มี  เช่น  โคลนถล่ม  ก็เพราะคนตัดต้นไม้จนป่าเตียน  พอฝนตกน้ำก็ไหลลงมาอย่างรวดเร็ว  เพราะไม่มีต้นไม้ดูดซับและคอยปะทะเพื่อชะลอความเร็วของน้ำ  จึงทำให้เกิดเหตุการณ์  โคลนและซุงถล่มที่  ท่าแซะและประทิวในจังหวัดชุมพรเมื่อหลายปีก่อน  และเมื่อไม่นานมานี้ก็เกิดเหตุการณ์  แบบเดียวกันในภาคเหนือของเรานี่เอง


 สถานที่ท่องเที่ยวตามป่าเขา  นอกจากอุทยานแห่งชาติทางทะเลแล้ว  ปักษ์ใต้ยังมีอุทยานแห่งชาติเกี่ยวกับสัตว์ป่าและพันธุ์พืช  ป่าพลุ  ป่าชายเลน  ให้เราได้ท่องเที่ยวและศึกษาอีกมากมายแต่จุดมุ่งหมายของพวกเราในวันนี้คือ  อุทยานแห่งชาติเขาหลวง  จังหวัดนครศรีฯ  ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่ามาก  เพราะเป็นป่าที่มีฝนตกชุกมาก  พืชพันธุ์ต่างๆจึงอุดมสมบูรณ์  มีสถานที่ต่างๆทางธรรมชาติให้เราได้ดื่มด่ำมากมาย  รวมถึงความโหดของเส้นทางด้วย  มีทั้งความสูงชัน  ความรกทึบของผืนป่า  ความชื้นแฉะและมี  ทาก  ซึ่งผมได้ยินกิตติศัพท์ของเจ้าแมงกระดึ๊บแห่งเขาหลวงนี้มานานแล้วว่ามีชุกชุมมากไม่ว่าจะป้องกันด้วยวิธีไหนก็ไม่มีทางรอดจะต้องเสียเลือดให้มันจนได้  และที่เขาหลวงแห่งนี้ยังมีสิ่งที่คุ้มค่ากับความบากบั่น  ความอดทนที่จะมาก็คือ  ความสวยงามของธรรมชาติในมุมต่างๆนั่นเอง  จึงทำให้ผมซึ่งใฝ่ฝันมานานแล้วว่าในชีวิตนี้ขอได้มีโอกาสสักครั้งก็พอแล้ว  ที่จะได้มาเยือนปักษ์ใต้แห่งนี้  หลังจากที่ได้เคยตั้งใจ  และพยายามมาหลายครั้งหลายคราเต็มที  แต่ไปได้ไกลที่สุดก็แค่กุยบุรีเท่านั้น  ยังไม่เคยเลยลงไปมากกว่านี้สักครั้ง  พอดีได้ติดต่อกับเพื่อนกลุ่มชมไทยอยู่ตลอดจึงรู้ว่ากลางเดือนสิงหาคมนี้จะไปสำรวจเส้นทางกันที่เขาหลวงนครศรีธรรมราช  เมื่อรู้ข่าวผมจึงตั้งใจว่าต้องไปให้ได้  เพราะอาจจะเป็นโอกาสเดียวในชีวิตที่จะได้ลงใต้และไปให้ไกลที่สุด


 วันที่  11  สิงหาคม  พรุ่งนี้จะเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของคนไทย  คือวันแม่แห่งชาตินั่นเอง  เมื่อทุกคนมาพร้อมตามที่ได้นัดหมายกันแล้วเราจึงเริ่มออกเดินทางกันแบบที่ว่ารถต้องใช้วิธีกระดึ๊บไปเหมือนตัวทากไม่มีผิด  จนข้ามสะพานพระรามเก้าไปแล้วนั่นแหละจึงเริ่มคล่องตัวขึ้น  หลังจากนั้นจึงได้ข่าวจากเพื่อนว่าตอนนี้กรุงเทพฯเป็นอัมพาตไปแล้ว  โชคดีที่เราตัดสินใจออกกันมาเร็ว


 ทางหลวงหมายเลข  4  เป็นเส้นทางที่เราต้องใช้ในครั้งนี้เราคุยกันไปหลับไปจนถึงที่ทำการหน่วยน้ำตกกะโรมในเวลา สิบโมงพอดีด้วยการคำนวณเวลาที่แม่นยำของพี่ดรซึ่งรับหน้าที่ขับรถให้เรานั่งกัน  เมื่อไปถึงก็เจอกับเจ้าเด็กเทพที่เกเรหนีแม่มาเรียนที่หาดใหญ่เพราะอยากเที่ยวนั่นเอง  แต่วันนี้ยังพาเพื่อนมาด้วยเลยโดนหรอกพาขึ้นเขาไปด้วยซะเลยทั้งที่ไม่เคยเดินป่ามาก่อนเลย


 สู่ยอดเขาหลวง  เมื่อทุกคนพร้อม  เจ้าหน้าที่สองคนพร้อม  ในเวลาสิบเอ็ดโมง  เราจึงมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านคีรีวงซึ่งเป็นจุดที่เราจะต้องเริ่มเดินกันที่นี่  ทางขึ้นน้ำตกเขาหลวงและน้ำตกวังไม้ปักก็อยู่ที่นี่  บ้านคีรีวงเป็นชุมชนที่พึ่งพาตนเอง  มีการจัดการอย่างเป็นระบบจึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ขาด 


 ทางเดินขึ้นในช่วงแรกนั้นเดินกันได้แบบสบายๆถึงแม้จะต้องเดินขึ้นเขาก็ตามแต่ก็เป็นทางคอนกรีตที่ผ่านสวนของชาวบ้านที่มีต้นสะตอแสนอร่อย  ทุเรียน  มังคุดที่เดี๋ยวนี้ใช้ทำสบู่ได้แล้ว  และยังมีส้มแขกที่ใช้เป็นส่วนผสมของยาลดความอ้วนและสบู่เช่นกัน  พอพ้นทางคอนกรีตความสบายก็หมดลงไปด้วยเพราะทางเป็นดินและแคบลงที่สำคัญคือ  ฝนตกลงมาทำให้ลื่นเพราะชื้น  ตรงนี้เราเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่เรากลัวกันมันค่อยๆกระดึ๊บๆเข้ามาหาและได้ดูดเลือดใครบางคนพอให้ได้ตื่นเต้นกันบ้างแล้วความเข้มข้นของการเดินทางจึงเริ่มขึ้นตรงจุดนี้นั่นเอง  หลังจากช่วงนี้ไปป่าจะทึบขึ้น  ทางชันขึ้น  ลื่นมากขึ้น  มีทั้งมุดลอดใต้ต้นไม้ที่ล้มขวางทางและมีกับดักที่เป็นตัวทากคอยดักอยู่  ทั้งยังต้องลุยน้ำในบางช่วง  กว่าจะถึงลานไทรอันเป็นที่พักของเราในคืนนี้เพราะเราไม่สามารถขึ้นให้ถึงยอดได้ในวันนี้  แต่แค่นี้ก็เริ่มสะบักสะบอมกันแล้ว  แต่ตลอดทางในช่วงหลังนี้  มีพืชพันธุ์ต่างๆที่น่าสนใจและไม่เคยเห็นมาก่อนจึงทำให้พอหายเหนื่อยได้บ้าง  คือเอื้องสิงโตอาจารย์เต็มที่ไม่มีดอกในช่วงนี้  มีต้นสนใบเล็ก  ดงปาล์ม  มีดอกดาวดินขึ้นอยู่ทั่วไปทั้งขาวและม่วง  เฟิร์นหินแห้งและ  เฟิร์นที่มีความสูงเท่าๆกับต้นหมากที่ชื่อว่า  มหาสดำ  นั่นเอง

 


 ลานไทร  ตรงจุดนี้จะมีลำธารไหลผ่านสองฝั่งที่เราพักกันตอนที่เรามาถึงนั้นฝนตกหนักจนต้องรีบเตรียมที่พักกันทั้งๆที่ฝนตกนั่นแหละเพราะใกล้จะมืดอยู่แล้วด้วยแต่พอทุกอย่างเรียบร้อย  ฝนกลับหยุดตกซะงั้น  ช่างไม่เป็นใจเอาซะเลยฟ้าฝน  แต่สิ่งที่ไม่ยอมหยุดไปพร้อมฝนก็คือลมแรงมากและ  เจ้าทากที่ค่อยๆกระดึ๊บๆเข้ามาหาพวกเราอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งมันไม่ยอมเลิกราแม้แต่เวลานอนยังมีคนโดนเลย


 ระหว่างที่กินข้าวกันไปนั่งคุยกันไปนั้นก็ได้ข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวกับเขาหลวงแห่งนี้  คือแต่เดิมมาที่นี่ชาวบ้านได้เข้ามาปลูกต้นไม้ทำกินกันอยู่ก่อนแล้ว  ทางอุทยานฯนั้นเข้ามาทีหลัง  จึงทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการครอบครองพื้นที่ระหว่างชาวบ้านขึ้น  แต่เท่าที่เห็นนั้นถึงแม้ว่าชาวบ้านจะครอบครองพื้นที่เพื่อทำกิน  ก็ไม่ได้ทำให้พื้นที่นี้หมดสภาพความเป็นป่าลงไปเลย  ต้นไม้ที่ปลูกก็เป็นไม้ยืนต้นทั้งนั้น  ปัญหาจึงกลายเป็นว่าใครก็อยากจะเป็นผู้ดูและนำทางนักท่องเที่ยวมากกว่าเท่านั้นเอง  ใครทำก็เหมือนกันแต่ความจริงก็คือ  ชาวบ้านจะคิดค่าบริการในทุกๆเรื่องแพงกว่าเจ้าหน้าที่หลายเท่าตัว  นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราใช้เจ้าหน้าที่นำทางและอีกอย่างหนึ่งก็คือเราต้องการขออนุญาตเจ้าของพื้นที่ก่อนเข้าไปซึ่งก็แน่นอนว่าต้องเป็นส่วนราชการจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เจ้าหน้าที่นำทาง  ปัญหาระหว่างทั้งสองฝ่ายเราจึงไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้  เราจึงคุยเรื่องอื่นๆกันต่อจนกินข้าวอิ่มแล้วจึงแยกย้ายกันไปนอนเพื่อเอาแรงไว้เดินต่อในตอนเช้า


 ในยามค่ำคืนที่เราผูกเปลกางเต็นท์นอนกันตรงริมลำธารที่เราลัดเลาะกันมานั่นเอง  เสียงลมพัดแรงมากตลอดทั้งคืนทำให้หลับไม่ค่อยสนิทนักแต่ก็ยังไม่ค่อยหนาวเลย สำหรับอากาศแต่ที่ต้องระวังคือทากมากกว่าเพราะมีคนโดนดูดเลือดตอนนอนด้วย
 แดดส่องฟ้าเป็นสัญญาณวันใหม่ พวกเราเตรียมตัวจัดการกับอาหารเช้าและรีบเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวเดินขึ้นเขากันต่อเลยเพราะระยะทางยังอีกยาวไกลนัก  ทางขึ้นชันมากและแคบด้วยทำให้เราเดินกันได้ที่ละก้าวเหมือนกับตัวทากที่ค่อยๆกระดื๊บๆไปเรื่อยๆนั่นเองจึงทำให้เดินได้ไม่เร็วนักจนมาถึงจุดที่  มีขยะกองใหญ่  ที่เรียกว่า  ลาน ฮ.  มีร่องรอยของการพักแรม  พวกเรานั่งพักทำใจอยู่ตรงกองขยะได้สักพักก็เริ่มเดินกันต่อ  ภายใต้ร่มไม้ใหญ่ที่มีอยู่อย่างหนาแน่น  ลมพัดเย็นสบาย  และมีฝนตลอดเส้นทางที่เดินขึ้นมานั้น  ร่มรื่นมากอากาศเย็นสบายดี  ลมโชยมาตลอด  มีต้นไม้มากมายหลายสายพันธุ์  ทั้งเล็กใหญ่  มีดอกดาวดิน  ดอกเข้าพรรษา  บิโกเนีย  เฟิร์นมหาสดำ  และหุบผามหาสดำ  มี  หวายเหิ้ง  ที่ต้นขนาดเท่าต้นขาคนเลยทีเดียว  จนถึงจุดที่เราจะกินข้าวกลางวันกันเป็นลานกว้างมีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ๆด้วย


 เมื่ออิ่มท้องข้างเรียงเมล็ดเราก็  กระดื๊บๆ  กันต่อไปแต่ป่าในช่วงที่ใกล้จะถึงยอดนี้อากาศเย็นจัดลมแรงมากฝนก็หนาเม็ดขึ้น  ซึ่งทำให้เย็นจัดและชื้นแฉะ  สมกับเป็นป่าดึกดำบรรพ์  เพราะต้นไม้ยังต้องใส่เสื้อกันหนาวทุกต้น  ไม่เว้นแม้แต้ต้นเล็กต้นน้อย  รวมถึงก้อนหินด้วยที่มี  มอส  ขึ้นเต็มไปหมดดูแล้วสดชื่นในตายิ่งนัก


 สู่ยอดเขาหลวง  เดินไปพักไปกลางสายฝนจนถึงยอดที่มีป้ายบอกว่า  ยอดเขาหลวง  1835  เมตร  ทำให้หายเหนื่อยเลย  ทุกคนรีบจัดการกับที่พักเพราะฝนตกไม่หยุด  ซึ่งก็หมายความว่าในคืนนี้เราจะต้องนอนตากฝนกันแน่นอน  การเดินทางในครั้งนี้จึงมีครบ  ทั้งนอนกลางดินกินกลางทราย  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องอยู่ภายใต้เม็ดฝนตลอดเวลา


 เมื่อที่พักเรียบร้อยอาหารมื้อเย็นพร้อม  ทุกคนจึงช่วยกันรุมสะกรำด้วยความหิวโหย  จากการปีนป่ายจนขึ้นมาถึงยอดครบทุกคนแม้แต่คนที่เพิ่งเริ่มเดินป่าเป็นครั้งแรกในชีวิตด้วย  เป็นมื้อที่อร่อยมากกินกันด้วยความสนุกสนานเฮฮาจนอิ่มแล้วก็ยังเฮฮากันต่อ  จนเข้านอนเพราะอากาศเย็นจัด  ไม่ว่าจะนอนด้วยเต็นท์หรือเปลก็ต้องเปียกทั้งนั้น  จึงเป็นการนอนเพื่อพักผ่อนร่างกาย  พอให้มีแรงเดินลงเท่านั้นเอง


 ในตอนเช้าหลังจากที่หลับๆตื่นๆเพราะน้ำไหลเข้าเปลทั้งคืนนั่นเอง  พวกเราลุกขึ้นมาท่ามกลางเม็ดฝน  ที่นี่ไม่สามารถมองเห็นตะวันขึ้นหรือตกได้  ถึงแม้จะเป็นยอดที่สูงที่สุดก็ตาม  เพราะต้นกุหลาบพันปีขึ้นอยู่รอบ  มีบัวแฉก  ไม่มีจุดชมวิว  มองออกไปตามซอกต้นไม้ก็มีแต่สีขาวโพลนของเมฆหมอก  ที่หนาแน่นมากจึงไม่ค่อยมีใครสนใจกับทิวทัศน์มากนัก  เราจึงเก็บที่นอนและข้าวของทุกอย่าง  รวมถึงขยะที่พวกเราขนกันขึ้นไปด้วย  เพื่อจะเอาลงมาทิ้งข้างล่าง


 

 เมื่อทุกอย่างพร้อมก็เท่ากับว่ากิจกรรมของเราบนยอดเขาแห่งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว  เราจึงอำลาสถานที่ซึ่งมีศาลของพ่อปู่  และกระดูกของเจ้าหน้าที่  ที่นอนเป็นเพื่อนเราทั้งคืน


 เราค่อยๆเลื้อยกันลงมาเรื่อยๆในตอนลงจะเร็วมาก  จึงต้องใช้การเลื้อยแทนการเดิน  โดยเฉพาะบางคนที่คงอยากจะให้ถึงเร็วขึ้น  จึงเรียนแบบวิธีของไส้เดือน  ที่ใช้วิธีทำตัวให้แข็ง  แล้วปล่อยให้ไหลพุ่งลงมาตามความสูงชันของภูเขา  จึงทำให้ไม่ต้องก้าวขาเดินมากนัก  แต่ต้องเสี่ยงกับการเจ็บตัว  และยังต้องเสียเลือดให้ทากอีก  ในช่วงเดินลงนี้ฝนตกหนักมากกว่าตอนขึ้น  จึงทำให้ทากมีมากกว่าและต้องโดนกัดกันเป็นแถว  บางคนโดนจนถึงคอเลยที่เดียว  เพราะมันขึ้นไปอยู่บนต้นไม้  รอให้เราไปจับหรือพิงเพราะทางชัน  เป็นวิธีหากินแบบง่ายๆ  สบายๆ  กินที่เดียวอยู่ได้ตั้งเจ็ดวัน  ถ้าคนเราทำได้แบบมันก็คงจะดีไม่ใช่น้อยนะ


 เลื้อยลงมาเรื่อยๆ  จนถึงจุดเดิมที่เราจะต้องกินข้าวกันซึ่งมื้อเช้าเรางด  เพราะทุกคนที่ขึ้นไปล้วนแล้วแต่พุงพลุ้ยกันทั้งนั้น  จึงต้องงดอาหารเพื่อลดๆมันลงบ้าง  อาหารมื้อนี้จึงเป็นทั้งมื้อเช้าและมื้อกลางวันรวมกัน  ด้วยข้าวต้ม  เพราะกับข้าวที่เหลือไว้สำหรับมื้อสุดท้ายในป่าแห่งนี้ก็บังเอิญ  เป็นของที่กินกับข้าวต้มทั้งหมดซะด้วย  แต่ก็ยังคงต้องกินกันกลางฝนเหมือนเดิม  รู้สึกว่าวันนี้ฝนจะตกหนักมาก  และไม่ยอมหยุดง่ายๆด้วย  แม้ว่าเราจะลงกันมาเกือบครึ่งทางแล้วก็ตาม
 

 เมื่ออาหารทุกอย่างหมดลง  เราก็เตรียมตัวเลื้อยกันต่อด้วยความสนุกสนาน  ถึงแม้ว่าจะมีแต่ความยากลำบากก็ตาม  ความเฮฮาจึงเป็นวิธีเดียวทีจะทำให้ลืมความทุกข์ลงได้  เพราะถึงแม้ว่าของที่แบกกันขึ้นไปนั้นจะลดลงไปมาก  แต่น้ำหนักเป้ที่แบกอยู่บนหลังนั้นไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย  เพราะเราต้องแบกทั้งเสื้อผ้าและเครื่องนอนที่ชุ่มน้ำ  รวมถึงกำลังขาที่เกือบจะไม่เหลืออยู่เลย  ทุกอย่างจึงหนักไปหมดแม้แต่แขนของตัวเองยังรู้สึกว่าเกะกะเลย  บางคนก็ใช้เดินสามขาเพื่อให้ช่วยรับน้ำหนักซึ่งเป็นวิธีที่ดี  เดินไปคุยไปชมไม้ไปเรื่อยๆ(มีนกแต่ได้ยินแต่เสียง)ป่าที่ทึบและชื้นมากแต่ไม่มีร่องรอยของสัตว์ใหญ่เลยทำให้นึกสงสัยว่า  เจ้าทากตัวเล็กๆพวกนี้จะไปหากินเลือดได้ที่ไหน  เพราะในช่วงฤดูนี้ไม่มีใครขึ้นมาเลยนอกจากพวกเรา  เพราะทางลำบากมาก  ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ป่าคงจะมีความสุข  เพราะจะได้มีโอกาสพักฟื้นฟูรักษาสภาพที่บอบช้ำจากการบุกรุกเหยียบย่ำของนักท่องเที่ยว  แต่ก็คงทำได้เพียงเท่านั้นเพราะเจ้าขยะทั้งหลายส่วนใหญ่  ธรรมชาติไม่สามารถปรับให้กลายสภาพ  หรือย่อยสลายให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมันได้  ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พวกเราไม่ลืมที่จะขนเอาขยะลงมาด้วยทุกครั้ง


 เดินไปคิดไปเรื่อยๆจนมาถึงลานไทรที่เราพักกันในคืนแรก  แต่วันนี้เราพักแค่เติมน้ำกินและแกะทากเท่านั้น  (ความจริงแกะมาตลอดทาง)  แกะเสร็จก็เดินต่อไปเรื่อยๆจนถึงทางออกที่เป็นทางแบบสบายๆเพราะเป็นคอนกรีต  ที่ชาวบ้านใช้ลำเลียงพืชผลลงไปขายด้วยรถมอเตอร์ไซด์  แต่เป็นทางที่ยากลำบากสำหรับการเดินเท้า  เพราะไม่มีต้นไม้ให้เราเกาะแต่ก็ไม่มีทากให้ต้องกังวลกันอีก  หลังจากแกะครั้งสุดท้ายเราก็เดินกันด้วยความสบายใจ  หาของกินตามทางไปเรื่อยๆเพราะหิว(เฉพาะผม  ได้กระท้อน,ยอดผักกูดน้ำ,และยอดโกสนที่ชาวบ้านปลูกแซมไว้ในสวนประทังความหิว)  จนถึงหมู่บ้านคีรีวง  ซึ่งเป็นจุดนัดพบของเราเพราะจะมีรถมารับกลับไปที่หน่วยน้ำตกกะโรม  เราต้องไปอาบน้ำและแบ่งของที่ช่วยกันแบกลงมาและนั่งรถกลับบ้านท่ามกลางสายฝนจนถึงบ้านในตอนเช้า.....

...............................................................................

 

รวมภาพถ่ายจาการเดินทาง

 เขาหลวงนครฯ...ในความบันเทิง ...Part1

 เขาหลวงนครฯ...ในความบันเทิง...Part2

 ทะลุขีดจำกัดของจิตใจ...ณ เขาหลวง นครฯ

 เขาหลวง นคร อิอิอิ.....

ข้อมูลการท่องเที่ยวและการเดินทาง

อุทยานแห่งชาติเขาหลวงนครศรีธรรมราช

เครื่อข่ายองค์กรท้องถิ่นเพื่อจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

 

แผนที่แสดงจุดศึกษาธรรมชาติตลอดเส้นทางสู่ยอด 1835 เมตร 


 

 

 




ตามรอยตะวัน

แก่งหินเพลง เรื่องบังเอิญ คุณบังอร
ออกนอกกะลา ไปบาหลี ตอนที่ 2 (จบ)
ออกนอกกะลา ไปบาหลี ตอนที่ 1
ลุงชู ที่เขื่อนเขาแหลม
น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งเต็มคลอง ที่สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
หนาวนี้ อีกสักที ที่ สวนผึ้ง ราชบุรี
พักกาย..หย่อนใจ..ที่บ้านไร่ตับเต่า
เรื่องเล่า..อโยธารา...
กว่าจะถึง “ภูกระดึง” article
หมู่เกาะตะรุเตา
ความรู้สึกจางๆ กับไออุ่น 4
โกรกอีดก
แบกเป้ มุ่งหน้าสู่ แก่งกระจาน-พะเนินทุ่ง
ร้อน ฝน หนาว ที่ อช.หมู่เกาะชุมพร
ความทรงจำที่เกาะกุฎี article
เรื่องเล่า.............จากเขาหลวง (สุโขทัย) article
ฝ่าสายฝนจากเชียงของ สู่เพลินวาน
bicycleworld lightblue : เดินทางโดยจักรยานรอบโลก article
เที่ยวอยุธยา เมื่อหน้าน้ำ
โฮมพุเตย...ฝันที่ฉันอยากไป article
เขาใหญ่ อช. แรกของไทย article
เขาหลวง-ประจวบฯ article
“เกาะหมาก-เกาะขาม”...สวรรค์ของคนรักสงบ article
ตะลุยเดี่ยวเที่ยว 3 เกาะอ่าวไทย article
เปิดประตูสู่....เขายายเที่ยง
บนทางแสนไกล...ตาดหินยาว
โลกหมุนช้าลง..ที่..เชียงคาน
เมื่อใบไม้เปลี่ยนสี...ที่ขุนแม่ยะ article
เขาโล้นที่เขาแหลม article
บันทึก จากครูดอย (รร.บ้านห้วยโค้ง อมก๋อย) article
เรื่องเล่า เชียงคาน
ภูสอยดาว article
ปากน้ำปราณบุรี เขากะโหลก ง่ายๆ สบายๆ ใกล้ๆ กรุง article
เที่ยวเมืองภูเก็ตยังไงให้คุ้มค่าที่สุด article
แอ่วเจียงใหม่ article
น้ำตกป่าละอู ….เราจะกลับมา article
โรงเรียนของหนู (โครงการไออุ่นจากพี่ให้น้องครั้งที่ 1) article
ภูกระดึง........ในวันที่เงียบเหงา article
ภูสอยดาว บันเทิงโบก (...ลองหยุดวิ่งตามดูสักครั้ง) article
ตามหัวใจ..ไปเสม็ด article
สะบายดี..วังเวียง article
ปาย "Pai" article
แบกเป้ลุยเดี่ยว เที่ยว อช.เขาแหลม article
ทริป ”พักใจ ..ไปโกรกอีดก” article
ภาพถ่าย...ลำนำ..และบทเพลง article
เขาสามร้อยยอด article
เวียดนาม (Vietnam) article
จุดเริ่มต้นในการท่องเที่ยว article
อยากอยู่ป่า... article
สู่ยอด...ดอย article
ฝน...ทั้งดีและชั่วอยู่ด้วยกัน article
บทเพลงแห่งธรรมชาติ article
ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย article
บุหรี่ มัจจุราชตัวน้อย article
ป่าขี สายลมและสายน้ำ article
บ้านชมทุ่ง article
เกาะกุฏี ในสำนึก article
เปิดบันทึกการเดินทาง ... โก๋ ก้อนดิน article
เดินป่า เมื่อยามฤดูฝน "ตาดหินยาว" article
ภูสอยดาว article
บันทึกจากห้องเช่าเมื่อยามความเหงามาเยือน article
ผจญภัยที่เกาะช้าง...... article
ชะอำ...ช้ำใจ article
หัวใจเดินทาง..อีกครั้ง!! (Samed Episode II) article
" 7 Days In Tibet " ดินแดนขอบฟ้าหลังคาโลก article
ตำนานคน ตำนานป่า ตำนานการเดินทาง article
เดินป่าขึ้นเขาสน ณ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาสน-เขาสนามเพรียง 12 - 13 -14 - ส.ค. 48 article
พุเตย…พิสูจน์ใจไล่ความกลัว article
บันทึกนี้ที่เชียงใหม่ article
"ลัดเลาะสองฝั่งแม่กลอง แอบมองหิ่งห้อย ร้อยพัน" article
รสชาติใหม่ของการเดินทาง (Suan Soan Pradipat) article
จาก ขญ.11 สู่ ขญ. 10 (Bike Camp) article
เปิดบันทึกเล่มใหม่ กับการผจญภัยที่ “ตาดหินยาว” article
ความสุขไม่ได้รออยู่ที่ปลายทาง article
ห้างเก่า article
แสงประหลาด article
บ้านแม่แสะ article
มืดแปดด้าน article
มะพร้าวตก article
บ้านแพซุง article
บ้านขุนแปะ article
ทุ่งกระทิง article
ด่วนเจ้าพระยา article
ควบจิ้งเหลนดงมุ่งตรง บึงฉวาก article
คลื่นยักษ์ที่โถมซัดไม่อาจทัดทานคลื่นน้ำใจ article
ความเจริญไม่มีที่สิ้นสุด article
ช่างซอตาบอด article
“สู่...ยอดเขาโล้น” article
ดินแดนแห่งอารยธรรม article
“ภูชี้ฟ้า” ภูนี้ไม่เคยว้าเหว่ article
ยอดลมพัด ไม่ได้มีแค่ในตำนาน.. article
เมืองเล็กๆ ที่ชื่อ “ปาย” article
สวัสดี เกาะ 1,000,000 article
ค่ำไหนนอนนั่น article
"กระทิง สิ่งอันเป็นที่รักของฉัน" article
เกาะสีชัง จำลอง...Believe It or Not ! article
" เขาลมพัด " รวมพลคนหน้าตาดี article
จากกรุงเก่าสู่บางปะอิน article
ดอกไม้เบ่งบานกับวัฒนธรรมไร้พรมแดน article
ยี่เป็ง...ประทับใจ
ปาย ฝนต้นหนาว
โชงโดง กับคำถามที่ว่า “เราขึ้นมาทำไม?”
ความเปลี่ยนแปลงใน สังขละบุรี
ตามรอย รัก-ยม ชมไทยไป ขุนแม่ยะ
บันทึกไออุ่น...จากพี่ให้น้อง ครั้งที่2
เสียดาย โดดเดี่ยวใน...ภูเก็ต
สรุปการเดินทาง 3 เดือนแรก
มนต์เสน่ห์ เชียงคาน บันทึกที่ริมสายน้ำโขง
ซ้ำรอยเดิมที่...ตาดหินยาว
ครบรอบ 1 ปี แห่งความรัก หนุ่มตัน กับสาวปลา
ในสายหมอกที่ “ภูสอยดาว”
อุทัยธานี...มีอะไร?
ได้โปรดเถอะ !!!! นำพาเขามาสู่ฉัน
Home Stay แบบชิวๆ ที่ เขายายเที่ยง



[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (40936)
avatar
noomam

เพิ่งมีโอกาสได้พบกับ website นี้หลังจากนั่ง Searching ข่าวเกี่ยวกับนครศรีฯ :0 เหตุก็เพราะนั่งทำงานอยู่ๆ ก็คิดถึงบ้านกระทันหัน.... ขอชื่นชมกับ website ที่น่ารักมากๆ เก๋ และเท่  professional มากๆ ที่สำคัญ ทำให้เราคลายเหงาได้เยอะ กับบทความ เขาหลวง...นครศรีฯ ค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น noomam วันที่ตอบ 2009-10-15 15:14:34



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2003 Chomthai team 089-7801770

ตารางออกอากาศรายการชมไทยแลนด์ ช่อง ของดีประเทศไทย   (จานเหลือง DTV และจานเคเบิ้ลท้องถิ่นที่รับได้ทั่วไป)

วันเสาร์ 18:30-19:00 รีรัน อังคาร 22:30-23:00  พฤ. 14:00-14.30  ศุกร์  9:30-10:00 / 16:30-17:00

  Nextstep ชมย้อนหลังรายการชมไทยแลนด์ รายการชมไทยสัญจร ที่ช่อง Real Metro     หนังสือของชมไทย วางแผงกันแล้ว   

 

ติดต่อ : ชมไทย chomthailand.com  14/2  ม.3  คลองถนน  สายไหม  ก.ท.ม.  10220   โทร 089-7801770    e-mail : webmaster@chomthailand.com

Free Page Rank Tool