dot
dot
dot
bulletGallery ห้องภาพคนเดินทาง
bulletข่าวสาร เทศกาล ท่องเที่ยว
bulletใต้ฟลายชีท-ชวนกันเที่ยว
bulletมุมเพื่อน บทความ นัดพบ ฯลฯ
bulletห้วงสำนึกเดินทาง blog ,diary
bulletคลังข้อมูล เวบบอร์ดเก่าชมไทย
bulletท่องเที่ยว 76 จังหวัดทั่วไทย
bulletเรื่องเล่าริมทางเดิน
bulletบันทึกเดินทาง (คลังเก่า)
bulletแนะนำ หนังสือน่าอ่าน
ค่ายอาสา ไออุ่นจากพี่ให้น้อง
bulletเที่ยวเกาะช้าง


deuter kovea Eneloop ถุงนอน เป้ ตะเกียง เชือก เดินป่า มีด ไฟฉาย เปลมุ้ง รองเท้า

แบนเนอร์ชมไทย


ค่ำไหนนอนนั่น article

แก่งกระจาน  ป่าละอู  สามร้อยยอด

อีกครั้งแล้วครับกับการพเนจรไปบนทางหลวงหมายเลข  4  แต่ในครั้งนี้เลยไปจนถึง  อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  โน่น  หลังจากที่เคยมาทางนี้ก็แค่เลี้ยวเข้าราชบุรีไปดำเนินสะดวกเท่านั้น   เพราะถนนเส้นนี้ไม่เหมาะกับการขับมอเตอร์ไซด์เที่ยว


ออกจากบ้านตั้งแต่ห้าโมงครึ่งตะลุยดงทั้งรถตั้งแต่สองล้อไปจนถึงสิบแปดล้อ  กว่าจะออกจากกรุงเทพฯมาได้เล่นเอาแทบตาย  ขับไปเรื่อยๆจนถึงทางแยกเข้าดอนหอยหลอด  เอาประมาณสองทุ่ม  เลยแวะกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นโกเด้งซะหนึ่งชาม    ลุงพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวแกบอกว่า  ขับรถบนถนนสายนี้เวลากลางคืนมันอันตรายมาก  หมามันดุ  ให้ขับให้เร็วที่สุด  ถ้ามีรถตามประกบให้หาทางตลบกลับมาจี้ท้ายให้ได้ต้องจี้ให้ใกล้ที่สุดด้วย  อย่าหลบลงข้างทางเด็ดขาด  เพราะจะเสียเปรียบ  กินไปเสียวสันหลังไป  เพราะดูท่าทางลุงแกก็ไม่ใช่ธรรมดา  แขวนพระเครื่องเต็มคอซะด้วย  หลังจากกินก๋วยเตี๋ยวหมดชามแล้ว  จึงรีบออกมาโดยไม่พูดอะไรมากนัก 

ผมคิดถึงเรื่องที่ลุงแกเตือนตลอดเวลาทำให้คิดหาเกราะป้องกันตัวได้  คือผมใช้รถสิบแปดล้อเป็นรถนำขบวนและปิดท้ายขบวนมันซะเลย  วิธีนี้ต้องใช้สมาธิสูงมากแต่ก็ปลอดภัยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวเพราะไม่มีรถคันไหนสามารถแทรกข้ามาระหว่างกลางได้เลย


ผมต้องขอขอบคุณในความเป็นห่วงของลุงและขอบคุณในคำอวยพรของลุงว่าให้โชคดีที่ได้รับ  แต่ก็ต้องขอโทษลุงด้วยที่ตอบคำถามลุงว่า  ผมจะไปราชบุรี  เพราะผมไว้ใจใครไม่ได้จริงๆ  อันตรายมันมีอยู่รอบด้าน


เมื่อออกจากร้านก๋วยเตี๋ยวมาได้หน่อยเดียวถนนหนทางก็เริ่มแย่ลงทุกที  ป้ายบอกทางก็ไม่มี  เมื่อถึงทางแยกก็ไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหนแล้ว  และเรากำลังจะไปที่ไหน  มีแต่ป้ายสีแดงๆบอกว่า  ทางก่อสร้างโปรดระวัง  เลยตัดสินใจขับตามมันไปเรื่อยๆ  จนถึงทางแยกเข้า  อ.หนองหญ้าปล้องจะมีป้ายบอกว่าน้ำตก  น้ำพุร้อน  และอุทยานฯแก่งกระจานให้กลับรถ  เลยทำตามโดยขับไปเรื่อยๆ  จนถึง  อ.หนองหญ้าปล้อง  แล้วมีป้ายบอกทางไปแก่งกระจานเลยเลี้ยวเข้าไปอีกครั้ง  โดยมีป้ายบอกว่า  อุทยานฯพระโพธิสัตว์กวนอิม  ซึ่งมีเจ้าแม่กวนอิมพันมือใหญ่ที่สุดในโลก   และป้ายบอกทางไปวัดเขากลิ้ง  ทางช่วงแรกดีมาก  แต่ช่วงกลางๆมองถนนไม่เห็นเลย  เพราะมีแต่ฝุ่นลูกรังแดงไปหมด  เมื่อเลยอุทยานฯเจ้าแม่มาหน่อยก็ถึงทางแยก  ที่ไม่มีป้ายบอกทางเลยจึงตัดสินใจแบบเดาสุ่มไปตามป้ายบอกทางไปวัดเขากลิ้งที่กลับหัวอยู่  จนถึงทางแยกที่มีป้ายบอกว่าทางซ้ายไปท่ายาง  ทางขวาไปแก่งกระจาน  เลยเลี้ยวขวาไปอย่างลังเล  ไม่ค่อยมันใจนักเพราะไม่รู้ว่าที่ทำการแก่งกระจานอยู่ในเขตไหน  และผมอยู่ตรงจุดไหนของเส้นทาง  แต่ก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกแล้ว  หลังจากนั้นจะมีป้ายบอกทางตลอด  จนทำให้คิดไปว่าก่อนหน้านี้เราขับรถไปไหนมา  ทางดีๆมีทำไมไม่มา  งงกับตัวเองจริงๆ  แต่ก็ต้องเข้าใจตัวเองเพราะไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ไม่ออกนอกเส้นทาง  เพราะไม่มีข้อมูลในการเดินทางเลยไม่มีแผนที่นำทาง  แต่ก็หลงจนไปถึงซะทุกครั้งทุกที่ไป


ถึงอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเอาตอนห้าทุ่มครึ่ง  มีทั้งรถทั้งคนเยอะมากจนทำให้เป็นกังวลว่าพรุ่งนี้จะได้ขึ้นเขาพะเนินทุ่งตามที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า  เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าค่าเหมารถขึ้นไปตอนตีห้าลงตอนสามโมงนั้น  1,200  บาทเอง  ความจริงก็หารถได้แล้วที่จะขึ้นไป  แต่มีป้ายเขียนวางไว้บนโต๊ะว่าจุดพักแรม  พะเนินทุ่งวันที่  11-12 เต็มแล้วค่ะ


เวลาประมาณตีสี่ครึ่งต้องตื่นขึ้นมาจากเปลด้วยความจำใจเพราะมีทั้งเสียงรถเสียงคนที่เตรียมตัวจะขึ้นไปพะเนินทุ่งผมขึ้นไปติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอขึ้นไปพักที่พะเนินทุ่งก็ต้องผิดหวังเพราะเต็มแล้วค่ะ  จึงเปลี่ยนความตั้งใจอีกครั้งเพราะคิดขึ้นมาได้ว่ายังมีน้ำตกป่าละอูอีกที่พอจะไปได้  ตอนแรกหารถได้แล้วตั้งใจว่าจะขึ้นไปดูทะเลหมอกแล้วกลับลงมาแต่ก็ยอมทำใจดีกว่า


เข้าไปสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่อีกครั้งได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์มาก  พร้อมกับแผนที่เดินทางไปน้ำตกป่าละอู  ที่ใช้เส้นในแล้วไปออกเส้นบายพาส หมายเลข  4  อ.หัวหิน  มันเป็นอะไรที่น่าจะคุ้มแบบสุดๆ  เพราะเป็นอีกครั้งหนึ่งของการเดินทางที่ไม่เคยย้อนกลับทางเก่าเลย  และได้ท่องเที่ยวไปในหลายๆที่ด้วย
ออกจากแก่งกระจานประมาณเจ็ดโมงสี่สิบนาที  แวะดูปลาที่สะพานแขวนแล้วมุ่งหน้าสู่ป่าละอูทันที  โดยขับรถไปทางเดียวกับที่จะไปเขาพะเนินทุ่งนั่นแหละ  แต่พอถึงทางแยก  ป่าละอูจะต้องเลี้ยวซ้าย  บริเวณบ้านหนองปืนแตก  พอเลยอนามัยมาหน่อยทางขวาจะมีทางราดยางเล็กๆนั่นคือทางลัดที่จะไปออกถนนสายหนองพลับซึ่งจะประหยัดเวลาและเส้นทางให้สั้นลงด้วย  ตลอดเส้นทางจะมี  ไร่สับปะรด  ไร่อ้อย  สวนยาง  สวนสนสลับกันอยู่ตลอดเส้นทาง  ขับไปเรื่อยๆจนถึงป่าละอู  ติดต่อเจ้าหน้าที่เรียบร้อยจึงเริ่มเดินศึกษาธรรมชาติต่อไป 


 น้ำตกป่าละอู 

ในช่วงนี้น้ำไม่ค่อยมากนักอยู่ในระดับปานกลาง  แต่ก็พอมีน้ำไหลตลอดทั้งปี  เส้นทางศึกษาธรรมชาติในช่วงแรกไม่มีอะไรมากนักแค่เดินลัดเลาะตามลำธาร  ขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงน้ำตกชั้นที่1  ซึ่งไม่สวยนัก 
 ชั้นที่ 1  เป็นสายน้ำเล็กๆไม่มากนัก  พอจะมีคนมาเล่นน้ำอยู่บ้าง
 ชั้นที่ 2  จะสูงกว่าชั้นที่  1  น้ำมากกว่ามีผีเสื้อมากมายมีปลาพลวงตัวใหญ่มากแหวกว่ายอยู่  ในแอ่งน้ำด้านล่างของน้ำตก  มีทัวร์ชาวต่างชาติจำนวนหนึ่งลงไปแหวกว่ายเล่นน้ำกับปลาอย่างเพลิดเพลิน
 ชั้นที่ 3  ความจริงแล้วมันก็คือชั้นที่ผมคิดว่าชั้นที่ 2  นั่นเองผมเดินตามลำธารขึ้นไปเรื่อยๆจนมาถึงแอ่งน้ำที่มีปลาพลวงอีก  แต่ไม่มากนัก  แต่ก็ไม่รูว่าเป็นชั้นไหนกันแน่  การเดินขึ้นไปยังชั้นต่างๆของน้ำตกป่าละอูในช่วงนี้ไม่ยากนัก  เพราะเพียงแค่เดินตามลำธารก็ถึงได้ง่ายๆ  แต่ไม่สามารถรู้ได้ว่ามันเป็นชั้นไหนของน้ำตก  เพราะไม่มีอะไรบ่งบอกไว้เลย  ที่เหมือนๆกันก็คือ  ในแอ่งน้ำของแต่ละชั้นจะมีปลาพลวงตัวใหญ่ๆแหวกว่ายอยู่มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่จะมีตามธรรมชาติ

ผมปีนป่ายตามโขดหินขึ้นไปเรื่อยๆผ่านชั้นต่างๆมากมายแต่ไม่รู้ว่าคือชั้นไหนกันแน่จนมาถึงชั้นที่มี  สายน้ำเล็กๆโรยตัวลงมาจากที่สูงทางขวามือ  ส่วนทางซ้ายเป็นร่องรอยของน้ำตกขนาดใหญ่  มีน้ำไหลผ่านใต้ก้อนหินลงมาผมเข้าใจว่านั่นคือชั้นที่ 9  นั่นเอง  จากตรงนี้ผมคิดที่จะไปต่อแต่ตอนนี้เที่ยงแล้วและไม่รู้จะไปทางไหนดี  จึงนั่งพักล้างหน้าล้างตาแล้วพักผ่อนก่อนที่จะตะกายลงไปยังจุดเดิมที่เริ่มเดินขึ้นมา
ขากลับลงมาได้หันกลับไปมองตรงชั้นที่ 3 อีกครั้งจึงร้องอ๋อ  เพราะมีป้ายบอกว่าเป็นน้ำตกชั้นที่ 3  เพราะตอนขึ้นผมไปอีกทางหนึ่งที่ไม่มีป้าย  เมื่อลงมาจึงถามเจ้าหน้าที่ว่าชั้นที่ผมไปถึงนั้นเป็นชั้นที่เท่าไหร่  คำตอบที่ได้รับก็คือ
น้ำตกสายเล็กๆที่เห็นอยู่ทางขวามือนั้นคือน้ำตกห้วยทองปาน  ส่วนทางซ้ายที่เห็นเป็นร่องรอยของน้ำตกขนาดใหญ่และมีน้ำไหลมาตามใต้หินนั้นก็คือ  ป่าละอูชั้นที่ 8  นั่นเองวันนี้ผมเดินได้แค่แปดชั้นแถมยังขึ้นไปยังจุดที่ไม่มีน้ำเลยอีกด้วยน่าเสียดายจริงๆ  เจ้าหน้าที่บอกว่าสามารถเดินขึ้นไปจนถึงชั้นที่ 15 ได้อย่างสบายจะกลับลงมาถึงตอนประมาณสี่โมงเย็น  ทำให้ผมเสียดายขึ้นไปอีก  ผมจึงกลับลงมายังจุดเริ่มต้นต้มมาม่ากินผูกเปลนอนจนหลับไปตื่นมาตอนห้าโมงพอดีรีบลงมาที่จุดกางเต็นท์ด้านล่างเพื่อผูกเปลอีกครั้งแล้วหุงข้าวกิน


ในช่วงตั้งแต่บ่ายโมงไปเรื่อยๆผู้คนเริ่มมากขึ้นรถก็เยอะขึ้น  แต่พอกินเสร็จก็ผูกเปลนอนตามใจชอบมันเป็นความสบายส่วนตัวที่ได้เตรียมเอามาเอง
จุดตั้งแค้มป์ป่าละอู  เป็นจุดที่มีลานกางเต็นท์อยู่ใกล้ๆกับลำธาร  ในค่ำคืนนี้มีแต่การตั้งแค้มป์แบบครอบครัวอยู่ประมาณ  4  ครอบครัวไม่มีคนมากนัก  คนส่วนใหญ่จะมาเที่ยวและเล่นน้ำตกกันในตอนกลางวันแล้วกลับเสียมากกว่า  หรือไม่ก็ออกไปพักกันที่หัวหินหรือชะอำอันเป็นที่ท่องเที่ยวที่อยู่ห่างออกไป  ไม่ไกลมากนักและไปมาสะดวกด้วย


ช่วงหัวค่ำมีเสียงหรีดหริ่ง  เรไร  ส่งเสียงแข่งกันอยู่ในราวป่ารอบข้าง  มีเสียงนกกลางคืนร้อง  มีเสียงตุ๊แก  ที่สำคัญมียุงตัวใหญ่มากกัดทีไรจะต้องมีตุ่มใหญ่ๆทุกทีโชคดีที่หุงข้าวทำกับข้าวกินตั้งแต่ยังไม่มืด  ไม่งั้นคงสนุกน่าดูที่จะต้องกินไปรำไป  และแสงก็น้อยไม่เหมือนกับตอนนอนอยู่ที่แก่งกระจานเมื่อคืนนี้  ความจริงในคืนนี้ผมไม่จำเป็นต้องผูกเปลนอนก็ได้เพราะตรงที่มีต้นไม้สำหรับผูกเปลนั้น  อยู่ใกล้กับเต็นท์ของทางอุทยานฯ  ที่กางไว้ห้าหลัง  ถ้ามุดเข้าไปก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร  เพราะเรื่องแบบนี้คุยกันได้  แต่ผมชอบบรรยากาศของการนอนเปลมากกว่า  และอากาศก็ไม่ได้เย็นอะไรมากนัก  ขนาดเมื่อคืนนี้ยังไม่ต้องใช้ถุงนอนเลย  ผ้าขาวม้าผืนเดียวก็เอาอยู่แล้วเสื้อแขนยาวก็ไม่ต้องใส่อากาศกำลังเย็นสบายดี  ในคืนนี้ก็ยังไม่แน่นักว่าจะหนาวแต่ที่นี่อยู่ในหุบเขา  ซึ่งต่างจากที่ทะเลสาบ  อากาศคงจะไม่เหมือนกันแต่ก็คงจะไม่ต่างกันมากนัก  เพราะเป็นฤดูกาลเดียวกันและอยู่ในเขตเดียวกัน(นอนถอดเสื้อทั้งคืน)


ตอนกลางคืนหลังจากสามทุ่มไปแล้วจะมีลมพัดแรงมากเป็นระยะๆ  จนใกล้ๆจะเที่ยงคืนก็มีเสียงฝนโรยรินลงมาดังเปาะแปะๆ  ไม่หนักเท่าไหร่จึงไม่ทำให้เดือดร้อนอะไร  เสียงนกกลางคืนยังคงส่งเสียงร้องอยู่ทั้งคืน  พอรุ่งเช้านกต่างๆก็แข่งกันส่งเสียงร้องจนไม่รู้ว่าเป็นเสียงของนกอะไรบ้าง  เพราะเยอะจริงๆเสียงไกป่าก็มี  แสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของป่าในเขตนี้  บนยอดเขามีหมอกปกคลุมอยู่หนามากถ้าเราขึ้นไปบนยอดเขาคงจะได้เห็นมะเลหมอกอย่างแน่นอน  ทีเขาพะเนินทุ่งในเวลานี้คงจะเต็มไปด้วยเมฆหมอก  และผู้คนที่พักแรมสองร้อยชีวิตและยังมีคนที่ขึ้นไปตอนเช้าอีกไม้รู้จำนวน  คิดแล้วให้ทั้งเสียดายและ  พอใจที่หนีความวุ่นวายที่แค่คิดก็ปวดหัวมาได้


 สู่สามร้อยยอด 

เมื่อล่ำลาเจ้าหน้าที่เรียบร้อยภายในเวลาแปดโมงครึ่งแล้วจึงมุ่งหน้าสู่  หัวหินตามป้ายที่บอกทาง  ขับไปเรื่อยๆภายใต้อากาศที่ปิดจึงทำให้เย็นสบายดี  พอมาถึงแยกปรานฯตรงถนนหมายเลข  4  สายใหม่เพชรเกษม  จึงเลี้ยวขวาทันทีเพราะเป็นทางที่คิดว่าใกล้กว่าทางสายเก่า  พอขับไปได้หน่อยเดียวฝนก็โปรยปรายลงมาพอให้ได้เปียกปอนและหนาวเหน็บ


 หาดสามพระยา  จุดหมายปลายทางในการเดินทางครั้งนี้คือเขาสามร้อยยอด  หาดสามพระยาที่สามารถจอดรถใกล้ๆกับที่พักได้  ผมจึงขับรถเลยบ้านบางปู  หาดแหลมศาลาไปอีก  เพราะไม่สามรถจอดรถไว้ใกล้ๆกับที่พักได้  เมื่อมาถึงชายหาดได้ติดต่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่แล้วจึงเริ่มตั้งแค้มป์แบบผูกเปลเหมือนเดิมแต่ที่น่าเป็นห่วงก็คืออากาศยังไม่เปิด  มีฝนโปรยปรายตลอดเวลาและคลื่นในทะเลก็สูงประมาณหนึ่งเมตร  ลมพัดแรงพอสมควรไม่รู้ว่าคืนนี้จะเป็นยังไงมั่ง  อีกความตั้งใจหนึ่งคือ  ถ้าวันนี้มีโอกาสได้เห็นพระอาทิตย์  ก็จะขับรถต่อไปยังจุดชมวิวเขาแดงเพื่อดูตะวันตกและสายหมอกหรอเมฆก้อนใหญ่ๆ  ตีดูๆแล้วยังไม่เห็นวี่แววของช่องทางเลย  จึงนอนพักผ่อนเอาตอนเที่ยงครึ่งนั่นแหละ  (เป็นที่น่าสังเกตว่าการเดินทางในครั้งนี้จะมีแต่นอนกับนอน)


ช่วงสี่โมงเย็นขับรถออกไปหวังจะขึ้นไปบนจุดชมวิวเขาแดงแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะอากาศไม่เปิดอีก  เลยไม่ได้ขึ้นไป  น้ำในคลองเขาแดงก็ขุ่นข้นมาก  น้ำน้อยในช่วงนั้น  เพราะน้ำลงไปมากแล้วเมื่อเทียบกับตอนที่มาถึง  เมื่อไม่สมหวังจึงขับต่อไปยังศูนย์ฯสามร้อยยอด  ซึ่งอยู่ติดกันนั่นเอง  ที่นั่นมีเรื่องราวต่างๆมากมายให้ได้ศึกษา  มีเจาหน้าที่คอยแนะนำทุกอย่าง  ที่สำคัญ  มีทั้งลิงแสมและค่างแว่นให้ดูอีกด้วย  ตอนแรกตั้งใจจะไปแวะดูที่ถ้ำพระยานครตอนขากลับทำให้เปลี่ยนใจกะทันหันเพราะที่ศูนย์และหาดสามพระยานี่ก็มีให้ดูเหมือนกัน  มีถ้ำเขาโบสถ์ที่มีการถ่ายทำละครบ่อยๆด้วยไม่มีอะไรมากนอกจากโพรงหินที่มองออกไปเห็นทะเลเท่านั้นเอง


ในค่ำคืนนี้เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าไร้สิ้นซึ่งแสงของดวงดาว  เพราะอากาศยังไม่เปิดเลย  และเมื่อมองออกไปกลางทะเล  ก็ไร้สิ้นซึ่งแสงของไฟจากเรือประมงลำเล็กๆที่ทั้งลากอวนและตกหมึก  ปกติเมื่อเรามองออกไปกลางทะเลในตอนกลางคืน  เราจะเห็นแสงไฟจากเรือประมงมากมายลอยอยู่กลางทะเล  แต่ในคืนนี้เรือเหล่านั้นได้จอดเทียบท่าหลบคลื่นลมอยู่ใกล้ๆกับตรงที่ผมผูกเปลนอนนั่นเอง  เพราะคลื่นลมแรงทำให้ไม่สามรถออกเรือได้  ในค่ำคืนนี้จึงมีแต่เสียงคลื่นและเสียงลมเท่านั้นที่เป็นเพื่อน  เพราะไร้สิ้นซึ่งผู้คนอีกเหมือนกัน  มีแต่แสงเทียนเท่านั้นเพราะผมบอกเจ้าหน้าที่ว่าไม่ต้องเปิดไฟ  บรรยากาศจึงสงบเยือกเย็นจนค่อนข้างหนาวผิดกับเมื่อคืนที่ไม่ได้ใส่เสื้อนุ่งกางเกงขาสั้นตัวเดียว  แต่คืนนี้ทุกอย่างตรงกันข้าม  เสียงที่ได้ยินนอกจากเสียงลมและเสียงคลื่นแล้วยังมีเสียงยุงที่ตัวใหญ่และแข็งแรงมากสามารถบินโต้ลมมากัดได้ถือว่าสุดยอดจริงๆ


 ถ้ำไทร  เมื่อจัดการกับอาหารเช้าที่ทำเองและเก็บของเรียบร้อยแล้วจึงเดินไปดูถ้ำเขาโบสถ์แล้วขับรถออกมายังถ้ำไทรทันที  ผมใช้เวลากับถ้ำไทรไปประมาณ  หนึ่งชั่วโมงเดินเข้าไปไม่ไกลมากนักเพราะแต่ละจุดอยู่ไม่ไกลกันมาก  และผมตั้งใจจะเข้าไปแค่น้ำตกแห้งซึ่งเป็นจุดที่  6  เพราะมีแสงพอที่กล้องผมจะถ่ายรูปได้  ไฟฉายสว่างไม่พอและไม่ได้เช่าตะเกียงด้วยที่สำคัญที่สุดไม่รู้จะเดินเข้าไปทำไมคนเดียว  ช่วงทางเดินขึ้นถ้ำไทรจะมีป้ายบอกทางขาวไปถ้ำพระยานคร  3  ก.ม.  ผมไม่ไปเพราะจอดรถไว้ฝั่งนี้  เมื่อครั้งที่มาถ้ำพระยานครก็เห็นป้ายบอกทางมาถ้ำไทรเหมือนกันหรือฟังจากเจ้าหน้าที่ก็ไม่รู้จำไม่ค่อยได้แล้ว  ขับรถออกมานั่งเล่นที่ชายหาดบ้านบางปูไม่ข้ามไปหาดแหลมศาลาเพราะจะเสียเวลาในการเดินทางกลับ


 การเดินทางในครั้งนี้ได้ครบทุกรสชาด  คือ  ทะเลสาบ  ภูเขา  หนาว  ฝน  ร้อน  น้ำตก  ถ้ำ  ทะเลที่มีคลื่นลมแรง  และความเหงาเคล้าความมัน  เป็นอะไรที่ครบมากๆในการเติมเต็มรสชาติให้ชีวิตได้ดีมาก  ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทาง  ทั้งปีนป่าย  บุกป่าฝ่าดง  ลงน้ำ  เข้าถ้ำ  เปียกปอนมันแบบสุดครับท่าน


ขากลับผมขับรถมาถึงปรานบุรี เลี้ยวขึ้นมาทางกรุงเทพฯ  โดยใช้ถนนหมายเลข  4  สายเก่า  แล้วเลี้ยวเข้าสายใหม่ขับแบบง่ายๆสบายๆ  เพราะถนนกว้างรถน้อย  อากาศก็ร่มรื่นเพราะมีต้นไม้ที่ขึ้นสองข้างทางทำให้ไม่ร้อนนักพอขับมาถึง  อ.ท่ายาง  ก็ทำให้หวนคิดถึงถนนสายต้นยางซึ่งเชื่อมต่อระหว่างเมืองลำพูนกับเชียงใหม่ขึ้นมาทันมีเพราะสองข้างทางมีต้นยางใหญ่ขึ้นอยู่ตลอดทาง  ขับรถขึ้นเหนือมาเรื่อยๆตลอดทางจะมีป้ายบอกทางเขื่อนและอุทยานฯแก่งกระจานตลอด 

ทำให้นึกสงสัยว่าตอนขาไปทำไมไม่มีป้ายบอกหรือว่าเราเลี้ยวเร็วเกินไป  แต่ก็ต้องมาร้องอ๋ออีกครั้งก็เมื่อขับขึ้นมาจนถึงทางแยกเข้าหนองหญ้าปล้องซึ่งอยู่เลย  อ.เขาย้อยลงไปประมาณ  10  ก.ม.ผมหายสงสัยทันทีว่าทำไม  เพราะว่าผมเลี้ยวเร็วเกินไปจริงๆถ้าขับเลยไปอีกหน่อยก็จะเห็นป้ายบอกทางมากมายแต่นี่ผมเห็นแค่ป้ายแรกก็เลี้ยวแล้ว  ผมไม่รูว่าทางที่หลงเข้าไปนั้นเป็นทางลัดหรือทางอ้อมกันแน่แต่มันก็พาผมไปถึงจนได้  ถึงแม้จะเป็นทางที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยใช้กันเพราะฝุ่นลูกรังแดงมากๆแต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเจ้าแหลมของผม 


 ผมก็ต้องขอขอบคุณป้ายบอกทางไปวัดเขากลิ้ง  เจ้าหน้าที่ทุกท่าน  และที่สำคัญก็คือป้ายแดงๆที่บอกว่าทางก่อสร้างโปรดระวัง  ไว้  ณ.ที่นี้ด้วยเพราะทุกสิ่งสำคัญมาก  จึงขอเตือนผู้ที่จะเดินทางว่าอย่าทำแบบผมถ้าไม่อยากเป็นคนบ้า  แต่ข้าขอสนุกก็พอแล้วครับ

 

 

โก๋  ก้อนดิน  

ภาพเพิ่มเติมการเดินทาง...

http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=chomthailand&id=468# 




ตามรอยตะวัน

แก่งหินเพลง เรื่องบังเอิญ คุณบังอร
ออกนอกกะลา ไปบาหลี ตอนที่ 2 (จบ)
ออกนอกกะลา ไปบาหลี ตอนที่ 1
ลุงชู ที่เขื่อนเขาแหลม
น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งเต็มคลอง ที่สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
หนาวนี้ อีกสักที ที่ สวนผึ้ง ราชบุรี
พักกาย..หย่อนใจ..ที่บ้านไร่ตับเต่า
เรื่องเล่า..อโยธารา...
กว่าจะถึง “ภูกระดึง” article
หมู่เกาะตะรุเตา
ความรู้สึกจางๆ กับไออุ่น 4
โกรกอีดก
แบกเป้ มุ่งหน้าสู่ แก่งกระจาน-พะเนินทุ่ง
ร้อน ฝน หนาว ที่ อช.หมู่เกาะชุมพร
ความทรงจำที่เกาะกุฎี article
เรื่องเล่า.............จากเขาหลวง (สุโขทัย) article
ฝ่าสายฝนจากเชียงของ สู่เพลินวาน
bicycleworld lightblue : เดินทางโดยจักรยานรอบโลก article
เที่ยวอยุธยา เมื่อหน้าน้ำ
โฮมพุเตย...ฝันที่ฉันอยากไป article
เขาใหญ่ อช. แรกของไทย article
เขาหลวง-ประจวบฯ article
“เกาะหมาก-เกาะขาม”...สวรรค์ของคนรักสงบ article
ตะลุยเดี่ยวเที่ยว 3 เกาะอ่าวไทย article
เปิดประตูสู่....เขายายเที่ยง
บนทางแสนไกล...ตาดหินยาว
โลกหมุนช้าลง..ที่..เชียงคาน
เมื่อใบไม้เปลี่ยนสี...ที่ขุนแม่ยะ article
เขาโล้นที่เขาแหลม article
บันทึก จากครูดอย (รร.บ้านห้วยโค้ง อมก๋อย) article
เขาหลวง นครศรีธรรมราช article
เรื่องเล่า เชียงคาน
ภูสอยดาว article
ปากน้ำปราณบุรี เขากะโหลก ง่ายๆ สบายๆ ใกล้ๆ กรุง article
เที่ยวเมืองภูเก็ตยังไงให้คุ้มค่าที่สุด article
แอ่วเจียงใหม่ article
น้ำตกป่าละอู ….เราจะกลับมา article
โรงเรียนของหนู (โครงการไออุ่นจากพี่ให้น้องครั้งที่ 1) article
ภูกระดึง........ในวันที่เงียบเหงา article
ภูสอยดาว บันเทิงโบก (...ลองหยุดวิ่งตามดูสักครั้ง) article
ตามหัวใจ..ไปเสม็ด article
สะบายดี..วังเวียง article
ปาย "Pai" article
แบกเป้ลุยเดี่ยว เที่ยว อช.เขาแหลม article
ทริป ”พักใจ ..ไปโกรกอีดก” article
ภาพถ่าย...ลำนำ..และบทเพลง article
เขาสามร้อยยอด article
เวียดนาม (Vietnam) article
จุดเริ่มต้นในการท่องเที่ยว article
อยากอยู่ป่า... article
สู่ยอด...ดอย article
ฝน...ทั้งดีและชั่วอยู่ด้วยกัน article
บทเพลงแห่งธรรมชาติ article
ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย article
บุหรี่ มัจจุราชตัวน้อย article
ป่าขี สายลมและสายน้ำ article
บ้านชมทุ่ง article
เกาะกุฏี ในสำนึก article
เปิดบันทึกการเดินทาง ... โก๋ ก้อนดิน article
เดินป่า เมื่อยามฤดูฝน "ตาดหินยาว" article
ภูสอยดาว article
บันทึกจากห้องเช่าเมื่อยามความเหงามาเยือน article
ผจญภัยที่เกาะช้าง...... article
ชะอำ...ช้ำใจ article
หัวใจเดินทาง..อีกครั้ง!! (Samed Episode II) article
" 7 Days In Tibet " ดินแดนขอบฟ้าหลังคาโลก article
ตำนานคน ตำนานป่า ตำนานการเดินทาง article
เดินป่าขึ้นเขาสน ณ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาสน-เขาสนามเพรียง 12 - 13 -14 - ส.ค. 48 article
พุเตย…พิสูจน์ใจไล่ความกลัว article
บันทึกนี้ที่เชียงใหม่ article
"ลัดเลาะสองฝั่งแม่กลอง แอบมองหิ่งห้อย ร้อยพัน" article
รสชาติใหม่ของการเดินทาง (Suan Soan Pradipat) article
จาก ขญ.11 สู่ ขญ. 10 (Bike Camp) article
เปิดบันทึกเล่มใหม่ กับการผจญภัยที่ “ตาดหินยาว” article
ความสุขไม่ได้รออยู่ที่ปลายทาง article
ห้างเก่า article
แสงประหลาด article
บ้านแม่แสะ article
มืดแปดด้าน article
มะพร้าวตก article
บ้านแพซุง article
บ้านขุนแปะ article
ทุ่งกระทิง article
ด่วนเจ้าพระยา article
ควบจิ้งเหลนดงมุ่งตรง บึงฉวาก article
คลื่นยักษ์ที่โถมซัดไม่อาจทัดทานคลื่นน้ำใจ article
ความเจริญไม่มีที่สิ้นสุด article
ช่างซอตาบอด article
“สู่...ยอดเขาโล้น” article
ดินแดนแห่งอารยธรรม article
“ภูชี้ฟ้า” ภูนี้ไม่เคยว้าเหว่ article
ยอดลมพัด ไม่ได้มีแค่ในตำนาน.. article
เมืองเล็กๆ ที่ชื่อ “ปาย” article
สวัสดี เกาะ 1,000,000 article
"กระทิง สิ่งอันเป็นที่รักของฉัน" article
เกาะสีชัง จำลอง...Believe It or Not ! article
" เขาลมพัด " รวมพลคนหน้าตาดี article
จากกรุงเก่าสู่บางปะอิน article
ดอกไม้เบ่งบานกับวัฒนธรรมไร้พรมแดน article
ยี่เป็ง...ประทับใจ
ปาย ฝนต้นหนาว
โชงโดง กับคำถามที่ว่า “เราขึ้นมาทำไม?”
ความเปลี่ยนแปลงใน สังขละบุรี
ตามรอย รัก-ยม ชมไทยไป ขุนแม่ยะ
บันทึกไออุ่น...จากพี่ให้น้อง ครั้งที่2
เสียดาย โดดเดี่ยวใน...ภูเก็ต
สรุปการเดินทาง 3 เดือนแรก
มนต์เสน่ห์ เชียงคาน บันทึกที่ริมสายน้ำโขง
ซ้ำรอยเดิมที่...ตาดหินยาว
ครบรอบ 1 ปี แห่งความรัก หนุ่มตัน กับสาวปลา
ในสายหมอกที่ “ภูสอยดาว”
อุทัยธานี...มีอะไร?
ได้โปรดเถอะ !!!! นำพาเขามาสู่ฉัน
Home Stay แบบชิวๆ ที่ เขายายเที่ยง



[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (36390)
avatar
xcell
วันหลังถ้ามีวันหยุดหลายวัน อย่าลืมชวนผมไปบ้างหละ ผมก็ชอบขับมอเตอร์ไซด์เที่ยวเหมือนกัน
ผู้แสดงความคิดเห็น xcell (xcell_WWW2-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-04-26 00:59:22



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2003 Chomthai team 089-7801770

ตารางออกอากาศรายการชมไทยแลนด์ ช่อง ของดีประเทศไทย   (จานเหลือง DTV และจานเคเบิ้ลท้องถิ่นที่รับได้ทั่วไป)

วันเสาร์ 18:30-19:00 รีรัน อังคาร 22:30-23:00  พฤ. 14:00-14.30  ศุกร์  9:30-10:00 / 16:30-17:00

  Nextstep ชมย้อนหลังรายการชมไทยแลนด์ รายการชมไทยสัญจร ที่ช่อง Real Metro     หนังสือของชมไทย วางแผงกันแล้ว   

 

ติดต่อ : ชมไทย chomthailand.com  14/2  ม.3  คลองถนน  สายไหม  ก.ท.ม.  10220   โทร 089-7801770    e-mail : webmaster@chomthailand.com

Free Page Rank Tool