dot
dot
dot
bulletGallery ห้องภาพคนเดินทาง
bulletข่าวสาร เทศกาล ท่องเที่ยว
bulletใต้ฟลายชีท-ชวนกันเที่ยว
bulletมุมเพื่อน บทความ นัดพบ ฯลฯ
bulletห้วงสำนึกเดินทาง blog ,diary
bulletคลังข้อมูล เวบบอร์ดเก่าชมไทย
bulletท่องเที่ยว 76 จังหวัดทั่วไทย
bulletเรื่องเล่าริมทางเดิน
bulletบันทึกเดินทาง (คลังเก่า)
bulletแนะนำ หนังสือน่าอ่าน
ค่ายอาสา ไออุ่นจากพี่ให้น้อง
bulletเที่ยวเกาะช้าง


deuter kovea Eneloop ถุงนอน เป้ ตะเกียง เชือก เดินป่า มีด ไฟฉาย เปลมุ้ง รองเท้า

แบนเนอร์ชมไทย


พุเตย…พิสูจน์ใจไล่ความกลัว article

 

               เมื่อเอ่ยถึงความกลัวคงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จัก  เพราะความกลัวเป็นสิ่งที่ทุกคนพยายามที่จะหลีกเลี่ยงมันให้ไกล  แม้แต่ผมเองก็หนีมันมาตลอดแต่  ไม่ว่าจะหนียังไงก็ไม่เคยพ้น  จึงทำให้ต้องคิดค้นวิธีที่จะทำให้หายกลัวจนได้  ทำให้รู้ว่าสิ่งต่างๆที่เรากลัวกันนั้น  ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากใจของเรานั่นเอง  ความกลัวทั้งหลายทั้งปวงก็คือสิ่งที่ใจเราสั่งให้มันเกิดขึ้นมานั่นเองถ้าเราไม่สั่งสิ่งที่น่ากลัวทั้งหลายทั้งปวงก็จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย 

พอจะสรุปได้ว่าสิ่งที่กลัวก็คือใจของเรานั่นเอง  คือว่าเรากลัวตัวเอง  วิธีการที่จะทำให้ความกลัวลดน้อยลงไปบ้างหรือหายกลัวไปเลยก็คือ  การที่พาตัวเองไปอยู่ในที่ต่างๆที่เราคิดหรือที่คนอื่นบอกว่าน่ากลัวบ่อยๆมันก็จะทำให้เราหายกลัวไปในที่สุด  แต่เราก็จะต้อง  พยายามฝึกฝนตัวเองอยู่บ่อยๆ  เพื่อไม่ให้ความกลัวนั้นกลับมา  เพราะเท่าที่ผ่านมานั้นบางคนพอทำได้ครั้งหนึ่งแล้วก็หยุดหรือเลิกทำไปเลย  ความกลัวมันจึงกลับมาอีกโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัวเลยว่ามันกลับมาอยู่กับเราแล้ว

สถานที่ต่างๆที่ผมเลือกไปนั้น  ก็จะเป็นที่ที่เคยเป็นสมรภูมิรบในสมัยสงครามโลกบ้าง  สงครามประชาชนบ้าง  สถานที่ที่เคยเกิดโศกนาฏกรรมทางธรรมชาติและอุบัติเหตุบ้าง  ในป่าช้าตามชนบทบ้าง  รวมไปถึงตามป่าที่ยังพอมีสัตว์ป่าหลงเหลืออยู่บ้าง

ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันเส้นทางที่ผมเลือกใช้ในการเดินทางก็คือ ถนนสายกรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ อ. ด่านช้าง สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นสถานที่เคยเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เมื่อ 26 พฤษภาคม ปี พ.ศ.  2534  คือ  เครื่องบินของสายการบินเลาดาร์แอร์ตกบริเวณป่าสนสองใบ  มีผู้เสียชีวิต  223  ชีวิต  ผมได้ข่าวมานานแล้วว่ามีความแรงมากในเรื่องลี้ลับ

การเดินทางในครั้งนี้ก็เช่นเดิม  คือเพียงลำพังด้วยเจ้าจิ้งเหลนดง  พาหนะคู่ใจซึ่งได้พึ่งพากันมาหลายครั้งหลายครา  ในเวลาที่ต้องการเที่ยวแบบลุยเดี่ยวนั่นเอง  ข้อมูลในการเดินทางครั้งนี้ก็ยังคงเป็นข้อมูลแบบดิบๆเหมือนเดิม  ตั้งใจจะถามทางไปตลอด  จะใช้แผนที่ในปากให้เป็นประโยชน์  (วิธีนี้ขอสงวนสิทธิ์  อาจเกิดอันตรายได้ควรจะหาข้อมูลเองก่อนเดินทางเพราะคนที่เราถามเขานั้นอาจจับได้ว่าเราหลงทางแล้วคิดทำร้ายเอาได้)

ผมออกจากบ้านตอนเจ็ดโมงเช้าของวันที่  7  สิงหาคม  ขับรถไปเรื่อยๆตามเส้นทางสายสุพรรณฯ  พอถึง  อ.เดิมบางนางบวช  ก็เลี้ยวซ้าย  เข้าไปทางเดียวกับที่ไปบึงฉวาก  แล้วถึงทางแยกไป  อ.ด่านช้างแล้วเลี้ยวซ้ายอีกที  ขับไปเรื่อยๆจะมีอักษรเขียนไว้ที่หลัก  ก.ม. ตลอดทางว่าอีกกี่  ก.ม. จะถึง  อุทยานแห่งชาติพุเตย  อากาศไม่ร้อนจึงขับรถแบบสบายๆตลอดสองข้างทางก็เขียวชอุ่มไปด้วยนาข้าว  จะมีทางสามแยกเลี้ยวซ้ายเข้าตรงบ้านวังคัน  ขับไปเรื่อยๆ  สองข้างทางจะแปรสภาพจากนาข้าวเป็นไร่อ้อย  ขับไปอากาศเย็นมากขึ้นลมก็แรงขึ้นเรื่อยๆ  จนถึงบ้านป่าขี  ก็จะเหลือระยะทางอีกแค่  3  ก.ม.เท่านั้น  ผมแวะซื้อน้ำ ที่หมู่บ้านแล้วจึงขับรถเข้าไป  พอถึงก็จอดรถสอบถามลุงเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอยู่คนเดียวในวันอาทิตย์  แกอธิบายทุกอย่างให้ฟังมากมาย

เมื่อได้ข้อมูลตามต้องการแล้วจึงควบเจ้าจิ้งเหลนดงมุ่งหน้าขึ้นเขาสนทันที  โดยใช้เส้นทางศึกษาธรรมชาติสาย  ศาลเลาดาร์  ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยากลำบากพอๆกับที่ขับจาก  ขุนตาล-ภูลังกาน้อย ไม่มีผิดคือ, ทางเป็นลูกรัง, ดินเหนียว, เป็นหลุมเป็นบ่อ และที่สำคัญยังมีหินลอยก้อนขนาดเท่ากำปั้นเหมือนกันอีกด้วย ขับมาเรื่อยจนถึงทางขึ้นเขาสนจะมีป้ายบอกว่าเลี้ยวขวาขึ้นเขาสน  ตรงไปเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวผมจึงไม่รอช้ารีบบึ่งรถตรงไปทันทีด้วยระยะทางสภาพเดิม  อีก  6ก.ม.  เมื่อไปถึงศูนย์จะมีเจ้าหน้าที่สาวสวยเพียงคนเดียวในวันอาทิตย์ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี 

อีกเช่นเคยเมื่อได้ข้อมูลแล้วจึงทำการล่ำลาทั้งที่ไม่อยากจากแต่ต้องจำพราก  ผมขับรถลงมาทางเดิมอีก  6ก.ม.แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าตรงศาลเลาดาร์  ซึ่งมีพระพุทธรูปและจุดชมวิวอยู่  กราบพระเพื่อขอพรเสร็จจึงมุ่งหน้าต่อไปทันที  บนเส้นทางอันแสนยากลำบากมาก  จนถึงจุดเครื่องบินตกที่มีศาลเพียงตาตั้งอยู่  ยังมีเศษซากชิ้นส่วนของเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิตและซากของเครื่องบินให้เห็นอยู่ถึงแม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมากว่า  10 ปีแล้วก็ตาม

เมื่อผ่านจากจุดเครื่องบินตกไปก็จะเป็นจุดชมวิวอีกจุดหนึ่งและจะเป็นลานจอดรถจุดที่หนึ่งอีกด้วย  เมื่อถึงตรงนี้ผมจำใจต้องซ่อนเจ้าจิ้งเหลนดงไว้ที่นี่เพราะมันไม่สามารถจะตะกายขึ้นไปได้อีกแล้ว  ด้วยทางที่สูงชันยังพอไหวแต่นี่เป็นทั้งดินเหนียวที่เปียกๆและยังเป็นร่องลึกอีกด้วย  อย่าว่าแต่มอเตอร์ไซด์เลยผมคิดว่าแม้แต่รถขับเคลื่อน  4ล้อก็คงจะต้องใช้โซ่ครอบล้อด้วยเหมือนกัน  เพราะจะมีทางอยู่สองช่วงที่ทั้งลื่นและเป็นร่องลึกมาก     

ผมเดินเท้าต่อขึ้นไปจนถึงจุดจอดรถจุดที่สอง(รถทุกประเภทที่ขึ้นมาจะต้องจอดตรงจุดนี้ทั้งหมด)โดยไม่สามารถเดาระยะทางได้เลยว่าไกลมากแค่ไหน  ตลอดเส้นทางมีจุดต่างๆให้ศึกษามากมาย  เดินด้วยความเพลิดเพลินและความอ่อนล้าจนมาถึงจุดชมวิวจุดสุดท้ายอันเป็นจุดที่สูงที่สุดของเขาสน  พุเตยแห่งนี้  ลมแรงมากขึ้น  ทำให้ไม่ค่อยเหนื่อยในการเดิน  ผมหยุดพักและชมวิวตามสถานที่  แล้วเดินต่อไปเรื่อยๆโดยที่ไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง  ได้ผ่านจุดต่างๆอีกหลายจุดจนถึง  ศาลหินกองซึ่งมีประวัติอันยาวนานเกี่ยวกับชาวกระเหรี่ยง  ผมจึงวางสัมภาระไว้แล้วเดินต่อไป  อีกสักพักก็จะถึงต้นปรงยักษ์  ซึ่งมีเพียงต้นเดียวสำหรับที่นี่  แต่ต้นเล็กๆนั้นมีให้เห็นบ้างประปราย  จุดต้นปรงยักษ์เป็นจุดสุดท้ายคือจุดที่  21  ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติสายนี้  เมื่อพอใจแล้วจึงกลับมาเตรียมที่พักและหุงข้าวกินเพราะหิวมากไม่ได้กินมาตั้งแต่เช้าแล้ว  ในวันนี้ที่นอนของผมคือ  บริเวณศาลหินกองนั่นเอง  บริเวณข้างๆเต็นท์จะเป็นต้นไม้ทั้งใหญ่และเล็ก  รวมถึงต้นสนสองใบด้วย  ถ้าไม่ได้เห็นกับตาตัวเองผมคงจะไม่เชื่อว่าในภาคกลางก็จะมีสนสองใบขึ้นเหมือนกับทางเหนือและอีสาน

สภาพของป่าพุเตยเป็นป่าเบญจพันธุ์  จึงมีต้นไม้ใหญ่หลายๆชนิดขึ้นสลับกัน  บนพื้นดินยังมีหญ้าคา  เห็ด  เบี้ยไผ่  ถั่วช่วยเหลือ  และต้นปรงขึ้นปรกคลุมอยู่  ทำให้ดูไม่แห้งแล้งจนเกินไปนักถึงแม้ว่าฝนจะไม่ตกเลยก็ตาม

ขณะนั่งหุงข้าวอยู่ก็เฝ้ารอดูตะวันตกไปด้วยไม่รู้ว่าจะได้เห็นหรือเปล่าเพราะลมแรงมากและก็มีเมฆบางๆด้วย  ณ.ที่นี้ก็เหมือนกับหลายๆที่  ที่เคยไปเยือนนั่นก็คือ  มีเพียงลำพังคนเดียวอีกเช่นเคย

ปฏิบัติการตามรอยตะวัน
เมื่อจัดเตรียมเรื่องที่นอนกับของกินเรียบร้อยแล้ว  ผมจึงเดินย้อนเข้าป่าไผ่เพื่อกลับมายังจุดชมวิวอีกครั้ง  เพื่อรอดูสิ่งที่ดั้นด้นมานั่นก็คือ  แสงสุดท้ายในยามอัสดงของวันนี้  แต่ไม่ค่อยแน่ใจนักเพราะตรงจุดนี้ลมแรงมาก   ไม่มีเสียงอื่นใดเลยนอกจากเสียงลมและเสียงไผ่หวีดหวิวเมื่อถูกสายลมพัดมาอย่างแรง  ฟังแล้วพาให้คิดไปต่างๆนาๆเพราะเบื้องหน้าก็คือ  ต้นมะนาวผีนั่นเอง  เราจะคิดถึงอะไรกันได้อีกนอกจากเรื่องนั้นเรื่องเดียวยิ่งอยู่คนเดียวด้วยแล้วรู้สึกขนลุกตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มขับรถขึ้นมาแล้วไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรทั้งๆที่ไม่เคยเป็นด้วยซ้ำ  ทำให้เสียงไผ่ที่ต้องลมกลายเป็นเสียงซอบ้าง  เสียงร้องอย่างโหยหวนบ้าง  และเสียงใหญ่เหมือนผู้ชายคุยกันบ้าง  แต่ก็ยังพอมีสติที่จะไม่คิดไปตามเสียงที่ได้ยินอยู่บ้างไม่งั้นคงได้เผ่นป่าราบไปแล้ว

เบื้องหน้าทางซ้ายอันไกลไม่ริบเท่าไหร่นั้นก็คือยอดเขาเทวดา  ซึ่งเป็นยอดสูงสุดของ  อ.ด่านช้าง  ส่วนทางซ้ายก็คือทิวเทือกเขาของอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์นั่นเอง  เบื้องล่างคือสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ห้วยปีดัง  ทางขวามือใกล้ๆนั้นจะเป็นแนวสนสองใบที่ผมกางเต็นท์นอนอยู่นั่นเอง  ตรงจุดชมวิวที่ผมยืนอยู่นี้ก็นับว่าสูงที่สุดของที่นี่แล้ว  และติดต่อกับเขตอุทัยธานี,กาญจนบุรีด้วย

                   สนสองใบที่ไหนมี ที่นั่นสูง
           ยิ่งชุกชุมต้องภาคเหนือและอีสาน
           ที่ภาคกลางเราก็มีมาช้านาน
           เป็นตำนานแห่งด่านช้างต้องพุเตย
           อาจเป็นเพราะเลาดาร์ตกลงโหม่งเขา
           ทำให้เราได้ประจักษ์กันหนักหนา
           ขอเชิญชวนพี่น้องไทยให้รีบมา
           สนสองใบงามหนักหนาที่พุเตย
           ทั้งยังมีทะเลหมอกใช่หลอกเล่น
           ละอองเย็นแผ่กระจายเต็มใบหน้า
           พารู้สึกชุ่มฉ่ำในอุรา
           เมฆหมอกหนาที่สุดในยามหนาว
           ทะเลหมอกทางภาคกลางนั้นเกิดยาก
           จะให้มากต้องทางเหนือรองอีสาน
           ภูชี้ฟ้าภูกระดึงเรื่องชื่อมาช้านาน
           แต่หมอกม่านแห่งภาคกลางต้องพุเตย...

***   ฉันมาทำอะไรที่นี่ที่นอนดีๆสบายๆทำไมไม่ไปทำไมชอบนักในที่ลำบาก  จะต้องบุกป่าฝ่าดงทุกครั้งในการเดินทางไป  ฉันเป็นคนปกติดีอยู่หรือเปล่า  ทำไมชอบนักไอ้ความลำบากน่ะ  หรือเป็นเพราะฉันบ้าไปแล้วตามที่คนอื่นบอก  แต่ถึงอย่างไรก็ตามฉันก็จะขอบ้าของฉันแบบนี้ตลอดไปเพราะฉันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนเลย  คงจะไม่มีใครมาสั่งให้ฉันทำตามที่ใจเขาต้องการได้  เพราะฉันก็คือฉัน  ไม่ใช่ฉันคือของใคร  ถ้ามาหลายๆคนก็คงจะไม่บ้าในสายตาของคนอื่นแต่มาคนเดียวทำไมเขากลับบอกว่าบ้าแปลกจริงๆ  ทำไมไม่บอกว่ากลุ่มคนบ้าหลายๆคนมาด้วยกันบ้างเล่า  มันชั่งไม่ยุติธรรมสำหรับฉันเลย  ก็ฉันชอบของฉันแบบนี้แล้วใครจะทำไมเล่า

 ในวันที่ผมมายืนอยู่ที่พุเตยนี้  คนที่ทำงานของผมกลุ่มหนึ่งได้พากันไปล่องแพแถวๆกาญจนบุรี  ที่มีทั้งเธค  การพนัน  เสพยา  และมีการมั่วเซ็กซ์กัน  ในสายตาของผมแล้วทำไมพวกเขาไม่มีจิตสำนึกกันบ้างว่า  เขากำลังนำเอาสิ่งแวดล้อมเลวๆไปยัดเยียดไห้กับธรรมชาติทั้งๆที่เขาไม่เคยต้องการเลยมีทั้งเสียงดัง  มีการทิ้งขยะ  มีการแพร่เชื้อโรคสู่สัตว์ป่า  ในกลุ่มคนจำนวนมากนั้นจะมีบ้างไหมสักคนที่จะคิดได้  แต่ถ้าคิดได้ทำไมถึงทำแบบนั้นอันนี้ผมก็ยังสงสัยอยู่  และก็สงสัยมานานแล้วด้วย  ถ้าคนพวกนั้นได้มากับผมในวันนี้  มีหวังร้องไห้ขี้มูกโป่งขอกลับตั้งแต่มายังไม่ทันถึงด่านช้างด้วยซ้ำไป  เพราะตลอดเส้นทางนั้นหาความสะดวกสบายอะไรไม่ได้เลย  บนเขาก็ไม่มีน้ำเลยต้องเตรียมขึ้นมาเอง  ไม่รู้ว่าถ้าพวกเขามา  จะยอมแบกน้ำขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองได้กินหรือเปล่า

 เวลาอยู่คนเดียวในสายลมไม่เคยข่มให้ใจเยือกเย็นลงตามกระแสลมที่พัดพาเอาละอองหมอกมาได้เลย  มันยิ่งคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆนาๆหาสาระอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย  แต่ก็ยังดีกว่าหลับไปอย่างไร้ประโยชน์  ขอได้ระบายความในใจให้คนอื่นได้รับรู้บ้างก็คงดีนะถ้าไม่เบื่อหน่ายหรือรำคาญก็ขอให้อ่านต่อไป

 เวลา  18.00น.ลมเริ่มแรงมากขึ้นอีกอากาศเย็นลงเรื่อยๆเหนือยอดเขาเทวดาอันเป็นจุดที่คิดว่าดวงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้าลงไปตรงนั้น  ก็ได้เกิดก้อนเมฆขึ้นหนาแน่นมากเพราะแรงลมได้พัดพาเอามานั่นเองแล้วก็รวมกันเป็นกลุ่มก้อนหนาแน่นขึ้น  อยู่ตรงจุดเดียวพอดีเลย  ตอนที่นั่งอยู่เพลินๆได้มีกระรอกตัวใหญ่หางฟูมากเดินเข้ามาทักทายกันแบบห่างแค่เมตรเดียวเอง  นี่คือสิ่งมีชีวิต  ขนาดใหญ่ที่สุดที่ได้เห็นเป็นตัวแรกนอกจากมดกับกิ้งกือและตัวเจ้าขุน  ยังไม่ทันได้คุยกันเลยเขาก็รีบหนีไปเสียก่อนคงจะไม่คุ้นหน้าแน่เลย

 หกโมงครึ่งแล้วยังไม่มืดเลยแต่ก็ไม่เห็นดวงตะวันเพราะเมฆก้อนนั้นคงจะมีความรักอันเหนียวแน่นกับยอดเขาเทวดาเป็นแน่แท้จึงไม่ยอมจากไปไหนเลย  ในตอนนี้ผมจึงได้แต่นั่งเก็บบรรยากาศและความทรงจำดีๆไว้เท่านั้นเอง  เพราะไม่สามารถจะเก็บภาพสวยๆไปฝากใครได้  แบบว่าฟ้าฝนไม่เป็นใจน่ะ  จะนั่งรอจนมืดถึงจะกลับเต็นท์แล้วกินข้าว  เข้านอนเอาแรงไว้รอลุ้นแสงทองในยามเช้าอีกครั้งว่าจะได้เห็นหรือแห้ว  แล้วจะกลับไปรับกรรมต่อในตอนบ่ายเพราะต้องกลับไปทำงานต่อเลย

 ในยามค่ำคืนอันมืดมิดบนท้องฟ้าไร้สิ้นซึ่งแสงของดวงดาว  แต่ยังพอมีเสียงของหริ่งเรไรกรีดปีกท้าทายสายลมให้ได้ยินอยู่บ้างในค่ำคืนนี้จึงไม่สามารถที่จะนอนดูดาวได้  เพราะลมแรงมากและไม่รู้ว่าฝนจะเทลงมาหรือเปล่าถ้าเทลงมาก็คงจะหนักน่าดูเพราะเมฆหนามากและลมก็พัดพามารวมกันอยู่เรื่อยๆ  มีเสียงเครื่องบินผ่านบ่อยๆทั้งกลางวันและกลางคืน  ในตอนนี้จึงมีสิ่งเดียวที่พอจะทำได้คือ  เข้าเต็นท์นอนในตอนทุ่มครึ่งนี่แหละ  เป็นวิธีเดียวที่จะได้พักผ่อน  ถึงจะรู้อยู่แล้วว่านอนไม่หลับก็ตาม  ถ้าอยู่บ้านก็ไม่ได้นอนอยู่ดีนั่นแหละ  มาอยู่นี่ยังได้นอนบ้างดีกว่ากันเยอะ  นอนไปต้องดูกองไฟไปด้วยเพราะกลัวมันจะไหม้  จะพยายามหลับตอนที่กองไฟมอดดับลงไปแล้วก็แล้วกัน  กองไฟเริ่มริบหรี่ลงพร้อมๆกับสติที่ค่อยๆดับลง

 ในเวลา  06.00น.  เริ่มมีแสงสีทองที่ส่องมาจากดวงอาทิตย์ดวงโต  ผ่านยอดเขาเบื้องล่างขึ้นสู่ปุยเมฆที่อยู่ด้านบน  มองดูคล้ายๆกับทะเลสาบมาก  มีแสงระยิบระยับเหมือนกับผิวน้ำเมื่อยามต้องลม  และมีแสงทองของดวงอาทิตย์ส่องมาอีก  น่าประทับใจจริงๆ

 เมื่อได้ดูดซับความประทับใจจนเต็มอิ่มแล้วผมจึงกลับมาที่เต็นท์ซึ่งอยู่ไกลประมาณสิบก้าวเอง  เพื่อจัดการกับอาหารเช้า  แสงตะวันเริ่มจัดขึ้นแต่ก็ยังไม่วายจะมีเมฆมาบดบังเช่นเคย

 เก็บสัมภาระพร้อมกับเผาขยะเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มเดินลงมาเรื่อยๆจนถึงจุดที่เจ้าจิ้งเหลนดงซุกอยู่ในป่าไผ่  แล้วควบมันออกมาทางเดิมรวมระยะทางไปกลับที่ขับรถมอเตอร์ไซด์บนเส้นทางออฟโร๊ดแล้วประมาณ  36ก.ม.  เพียงเพื่อจะไปดูแสงของดวงอาทิตย์ตกและขึ้นแค่นั้นเอง  ถ้าไม่ใช่คนบ้าก็สติแตกไปชั่วขณะ  จะเป็นเพราะสาเหตุนี้หรือเปล่านะที่ทำให้ผมกลายเป็นคนบ้าในสายตาของคนอื่นไปแล้ว  แต่ผมก็จะบ้าต่อไป

 เมื่อลงมาถึงที่ทำการซึ่งเป็นจุดแรกที่ได้รับข้อมูลจากลุงเจ้าหน้าที่  จึงได้แวะคุยกับแกเพื่อล่ำลา  แต่คราวนี้ยังมีเจ้าหน้าที่อีกประมาณ  7  คนยืนทำหน้างงๆ  กันอยู่คงจะคิดว่ามันมาทำอะไรของมันนะคนเดียว  คุยกันพอสมควรแล้วจึงลาทุกคนออกมา

 ถนนสายนักบุญ
 ระหว่างทางที่ขับรถออกมายังมีที่เที่ยวประเภทถ้ำอีกแต่ผมไม่ได้แวะเข้าไปเลยเพราะกลัวว่าเวลาจะไม่พอ  ผมมาแวะที่เขื่อนกระเสียว  ที่เป็นเขื่อนดินขนาดใหญ่  เพื่อเก็บบรรยากาศเพิ่มเติม  และมีโอกาสได้พูดคุยกับคนในพื้นที่  จึงได้รู้ว่าในเขื่อนแห่งนี้  มีปลามากมายหลายชนิด  รวมทั้งปลาบึกด้วยมีขนาดใหญ่หนักมากกว่า  ร้อยกิโลกรัมเลยทีเดียว  แล้วจึงขับรถมาเรื่อยผ่านนาแห้วอันเรื่องชื่อของเมืองศรีประจัน  และแวะซื้อสาลี่ของดีเมืองสุพรรณบุรีไปฝากพ่อกับแม่ด้วย  ขับมาอีกหน่อยจึงเลี้ยวขวาเข้าถนนสายโพธิ์พระยา  อันเป็นถนนแห่งนักแสวงบุญโดยแท้  เป็นถนนเลียบแม่น้ำท่าจีน  ตามทางจะมีวัดใหญ่ซึ่งมี  พระปางไสยยาสขนาดใหญ่ให้ได้กราบไหว้บูชากัน  วัดแค  มีวิหารอาจารย์คง  มีคุ้มขุนแผน  และต้นมะขามยักษ์ที่ขุนแผนใช้ใบเสกเป็นต่อเป็นแตนไปต่อสู้กับศัตรู  วัดพระลอย  เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ในวิหาร  ซึ่งจากตำนานกล่าวไว้ว่าพระองค์นี้ได้ลอยน้ำมา  วัดพระนอน  มีพระนอนที่ไม่เหมือนใครคือพระจะนอนหงายขนาดเท่าองค์จริง  ไม่เหมือนที่อื่นซึ่งจะนอนตะแคงขวา  มีวังมัจฉา  มีเขาวงกต  และมีเรื่องราวของชาดกในพระพุทธศาสนา  ถ้าใครเป็นนักแสวงบุญมาถนนสายนี้แล้วรับรองไม่ผิดหวังจะได้บุญกลับไปอย่างเต็มเปี่ยมแน่นอน  สาธุ  สาธุ  สาธุ 

 เมื่อเวลาใกล้เข้ามาผมจึงชักช้าอยู่ไม่ได้แล้วรีบควบเจ้าจิ้งเหลนออกมาอย่างเร็วจี๋เพราะกลัวจะทำงานไม่ทันตอนบ่ายสามโมง  การเดินทางไม่มีอุปสรรคใดๆเลย

 

ก้อนดิน  ...    

คลิ้ก เพื่อชมภาพเพิ่มเติมที่นี่

 




ตามรอยตะวัน

แก่งหินเพลง เรื่องบังเอิญ คุณบังอร
ออกนอกกะลา ไปบาหลี ตอนที่ 2 (จบ)
ออกนอกกะลา ไปบาหลี ตอนที่ 1
ลุงชู ที่เขื่อนเขาแหลม
น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งเต็มคลอง ที่สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
หนาวนี้ อีกสักที ที่ สวนผึ้ง ราชบุรี
พักกาย..หย่อนใจ..ที่บ้านไร่ตับเต่า
เรื่องเล่า..อโยธารา...
กว่าจะถึง “ภูกระดึง” article
หมู่เกาะตะรุเตา
ความรู้สึกจางๆ กับไออุ่น 4
โกรกอีดก
แบกเป้ มุ่งหน้าสู่ แก่งกระจาน-พะเนินทุ่ง
ร้อน ฝน หนาว ที่ อช.หมู่เกาะชุมพร
ความทรงจำที่เกาะกุฎี article
เรื่องเล่า.............จากเขาหลวง (สุโขทัย) article
ฝ่าสายฝนจากเชียงของ สู่เพลินวาน
bicycleworld lightblue : เดินทางโดยจักรยานรอบโลก article
เที่ยวอยุธยา เมื่อหน้าน้ำ
โฮมพุเตย...ฝันที่ฉันอยากไป article
เขาใหญ่ อช. แรกของไทย article
เขาหลวง-ประจวบฯ article
“เกาะหมาก-เกาะขาม”...สวรรค์ของคนรักสงบ article
ตะลุยเดี่ยวเที่ยว 3 เกาะอ่าวไทย article
เปิดประตูสู่....เขายายเที่ยง
บนทางแสนไกล...ตาดหินยาว
โลกหมุนช้าลง..ที่..เชียงคาน
เมื่อใบไม้เปลี่ยนสี...ที่ขุนแม่ยะ article
เขาโล้นที่เขาแหลม article
บันทึก จากครูดอย (รร.บ้านห้วยโค้ง อมก๋อย) article
เขาหลวง นครศรีธรรมราช article
เรื่องเล่า เชียงคาน
ภูสอยดาว article
ปากน้ำปราณบุรี เขากะโหลก ง่ายๆ สบายๆ ใกล้ๆ กรุง article
เที่ยวเมืองภูเก็ตยังไงให้คุ้มค่าที่สุด article
แอ่วเจียงใหม่ article
น้ำตกป่าละอู ….เราจะกลับมา article
โรงเรียนของหนู (โครงการไออุ่นจากพี่ให้น้องครั้งที่ 1) article
ภูกระดึง........ในวันที่เงียบเหงา article
ภูสอยดาว บันเทิงโบก (...ลองหยุดวิ่งตามดูสักครั้ง) article
ตามหัวใจ..ไปเสม็ด article
สะบายดี..วังเวียง article
ปาย "Pai" article
แบกเป้ลุยเดี่ยว เที่ยว อช.เขาแหลม article
ทริป ”พักใจ ..ไปโกรกอีดก” article
ภาพถ่าย...ลำนำ..และบทเพลง article
เขาสามร้อยยอด article
เวียดนาม (Vietnam) article
จุดเริ่มต้นในการท่องเที่ยว article
อยากอยู่ป่า... article
สู่ยอด...ดอย article
ฝน...ทั้งดีและชั่วอยู่ด้วยกัน article
บทเพลงแห่งธรรมชาติ article
ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย article
บุหรี่ มัจจุราชตัวน้อย article
ป่าขี สายลมและสายน้ำ article
บ้านชมทุ่ง article
เกาะกุฏี ในสำนึก article
เปิดบันทึกการเดินทาง ... โก๋ ก้อนดิน article
เดินป่า เมื่อยามฤดูฝน "ตาดหินยาว" article
ภูสอยดาว article
บันทึกจากห้องเช่าเมื่อยามความเหงามาเยือน article
ผจญภัยที่เกาะช้าง...... article
ชะอำ...ช้ำใจ article
หัวใจเดินทาง..อีกครั้ง!! (Samed Episode II) article
" 7 Days In Tibet " ดินแดนขอบฟ้าหลังคาโลก article
ตำนานคน ตำนานป่า ตำนานการเดินทาง article
เดินป่าขึ้นเขาสน ณ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาสน-เขาสนามเพรียง 12 - 13 -14 - ส.ค. 48 article
บันทึกนี้ที่เชียงใหม่ article
"ลัดเลาะสองฝั่งแม่กลอง แอบมองหิ่งห้อย ร้อยพัน" article
รสชาติใหม่ของการเดินทาง (Suan Soan Pradipat) article
จาก ขญ.11 สู่ ขญ. 10 (Bike Camp) article
เปิดบันทึกเล่มใหม่ กับการผจญภัยที่ “ตาดหินยาว” article
ความสุขไม่ได้รออยู่ที่ปลายทาง article
ห้างเก่า article
แสงประหลาด article
บ้านแม่แสะ article
มืดแปดด้าน article
มะพร้าวตก article
บ้านแพซุง article
บ้านขุนแปะ article
ทุ่งกระทิง article
ด่วนเจ้าพระยา article
ควบจิ้งเหลนดงมุ่งตรง บึงฉวาก article
คลื่นยักษ์ที่โถมซัดไม่อาจทัดทานคลื่นน้ำใจ article
ความเจริญไม่มีที่สิ้นสุด article
ช่างซอตาบอด article
“สู่...ยอดเขาโล้น” article
ดินแดนแห่งอารยธรรม article
“ภูชี้ฟ้า” ภูนี้ไม่เคยว้าเหว่ article
ยอดลมพัด ไม่ได้มีแค่ในตำนาน.. article
เมืองเล็กๆ ที่ชื่อ “ปาย” article
สวัสดี เกาะ 1,000,000 article
ค่ำไหนนอนนั่น article
"กระทิง สิ่งอันเป็นที่รักของฉัน" article
เกาะสีชัง จำลอง...Believe It or Not ! article
" เขาลมพัด " รวมพลคนหน้าตาดี article
จากกรุงเก่าสู่บางปะอิน article
ดอกไม้เบ่งบานกับวัฒนธรรมไร้พรมแดน article
ยี่เป็ง...ประทับใจ
ปาย ฝนต้นหนาว
โชงโดง กับคำถามที่ว่า “เราขึ้นมาทำไม?”
ความเปลี่ยนแปลงใน สังขละบุรี
ตามรอย รัก-ยม ชมไทยไป ขุนแม่ยะ
บันทึกไออุ่น...จากพี่ให้น้อง ครั้งที่2
เสียดาย โดดเดี่ยวใน...ภูเก็ต
สรุปการเดินทาง 3 เดือนแรก
มนต์เสน่ห์ เชียงคาน บันทึกที่ริมสายน้ำโขง
ซ้ำรอยเดิมที่...ตาดหินยาว
ครบรอบ 1 ปี แห่งความรัก หนุ่มตัน กับสาวปลา
ในสายหมอกที่ “ภูสอยดาว”
อุทัยธานี...มีอะไร?
ได้โปรดเถอะ !!!! นำพาเขามาสู่ฉัน
Home Stay แบบชิวๆ ที่ เขายายเที่ยง



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2003 Chomthai team 089-7801770

ตารางออกอากาศรายการชมไทยแลนด์ ช่อง ของดีประเทศไทย   (จานเหลือง DTV และจานเคเบิ้ลท้องถิ่นที่รับได้ทั่วไป)

วันเสาร์ 18:30-19:00 รีรัน อังคาร 22:30-23:00  พฤ. 14:00-14.30  ศุกร์  9:30-10:00 / 16:30-17:00

  Nextstep ชมย้อนหลังรายการชมไทยแลนด์ รายการชมไทยสัญจร ที่ช่อง Real Metro     หนังสือของชมไทย วางแผงกันแล้ว   

 

ติดต่อ : ชมไทย chomthailand.com  14/2  ม.3  คลองถนน  สายไหม  ก.ท.ม.  10220   โทร 089-7801770    e-mail : webmaster@chomthailand.com

Free Page Rank Tool