dot
dot
dot
bulletGallery ห้องภาพคนเดินทาง
bulletข่าวสาร เทศกาล ท่องเที่ยว
bulletใต้ฟลายชีท-ชวนกันเที่ยว
bulletมุมเพื่อน บทความ นัดพบ ฯลฯ
bulletห้วงสำนึกเดินทาง blog ,diary
bulletคลังข้อมูล เวบบอร์ดเก่าชมไทย
bulletท่องเที่ยว 76 จังหวัดทั่วไทย
bulletเรื่องเล่าริมทางเดิน
bulletบันทึกเดินทาง (คลังเก่า)
bulletแนะนำ หนังสือน่าอ่าน
ค่ายอาสา ไออุ่นจากพี่ให้น้อง
bulletเที่ยวเกาะช้าง


deuter kovea Eneloop ถุงนอน เป้ ตะเกียง เชือก เดินป่า มีด ไฟฉาย เปลมุ้ง รองเท้า

แบนเนอร์ชมไทย


ตำนานคน ตำนานป่า ตำนานการเดินทาง article

   

      ด้วยเหตุที่เป็นคนชอบเที่ยว บวกกับเลือดบ้าที่ร้อนระอุอยู่ในใจ มันจึงสั่งการให้สมองก้อนเล็กๆ คิดที่จะหาที่เที่ยว เพราะมีเวลาตั้งแต่เย็นวันเสาร์ไปจนถึงเย็นวันจันทร์ เมื่อนั่งคิดนอนคิดจนตัดสินใจได้ว่า จะไปตามเส้นทางที่เคยไปกับเพื่อนๆมาแล้วคือ เขาแผงม้า แต่ในครั้งนี้เป็นการเดินทางเพียงคนเดียว ด้วยเจ้าจิ้งเหลนดงคันเก่าๆ ที่ใช้อยู่ทุกวัน


      ผมเริ่มควบเจ้าจิ้งเหลนดงออกจากบ้านในตอนเย็นวันเสาร์ที่ 2 ก.ค. 48 ในเวลาหกโมงเย็นขับฝ่าความวุ่นวายของรถที่ติดกันยาวเหยียดไปบนเส้นทางสายรังสิตนครนายก ไปถึงแยกองครักษ์เอาตอนทุ่มตรงพอดี แสงของดวงอาทิตย์นั้นหมดไปแล้วผมจึงพาเจ้าจิ้งเหลนดงค่อยๆคลานไปเรื่อยๆจนมาถึงแยกนครนายกเอาตอนสองทุ่มพอดี พอเลยไปอีกครึ่งชั่วโมงก็ถึงแยกปราจีนบุรี เส้นทางเริ่มเปลี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ จนไปถึงอุทยานแห่งชาติทับลานเอาตอนสี่ทุ่มสิบห้านาที พอเลยไปอีกหน่อยก็จะเข้าเขต อ. นาดีซึ่งถนนในช่วงนี้จะเป็นภูเขาสูง มีรถบรรทุกวิ่งมาก โค้งอันตรายก็มีไม่น้อย และทางบางช่วงชำรุดมีการซ่อมแซมอยู่ด้วย จึงต้องใช้ความระมัดระวังสูง เพราะทางมืดมาก แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ขับต่อมาเรื่อยๆอีก

ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงทางเข้าเขาแผงม้าซึ่ง  ตั้งอยู่ในเขตอำเภอวังน้ำเขียวแต่ตลอดเส้นทางไม่มีป้ายบอกทางว่าข้างหน้าจะถึงวังน้ำเขียวแล้ว พอดีมีป้ายบอกทางเข้าเขาแผงม้าซึ่งจำได้เพราะเคยมาเมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมาพอดีจึงขับรถเลยไปที่ตลาด 79 ถึงรู้ว่าถึง อ. วังน้ำเขียวแล้วเพราะที่ป้อมตำรวจเขียนไว้ว่า ส.ภ.อ.วังน้ำเขียว จึงโทรเข้าไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่บอกว่าจะขึ้นเขาแผงม้า เขาบอกว่ามอเตอร์ไซต์ห้ามขึ้นตอนกลางคืนมันอันตราย ให้นอนที่มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพันธุ์พืชก่อนผมจึงทำตามอย่างว่าง่ายเพราะทั้งเมื่อยทั้งหิวและตลอดระยะทางประมาณ 250ก.ม. ได้หยุดพักเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น ผมจึงขับรถเข้ามายังมูลนิธิฯ มีร้านกล้วยป่าเป็นที่ทำการ พี่เสริฐเป็นคนออกมาต้อนรับตอนห้าทุ่มตรง ตลอดเส้นทางจากบ้านถึงเขาแผงม้าไม่ถามทาง ไม่ใช้แผนที่ นอกจากป้ายตามข้างทางหลวงเท่านั้น
    
       อากาศในคืนแรกดีมาก ไม่มีฝนตกเลยตลอดการเดินทาง กลางดึกลมแรงมากจนถึงเช้าแต่ก็หลับสบายดี

          

      เขาแผงม้า ในตอนเช้าของวันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค. ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่คนหนึ่งชื่อ พี่นนท์ แกบอกว่ามีการสำรวจกระทิงทุกๆสองเดือนประมาณวันที่ห้า ของเดือนในการสำรวจเมื่อครั้งที่ผ่านมา ได้เจอรอยหมีควาย รอยมันขนาดเท่ากระดาษ A4 เลยที่เดียวคาดว่าน้ำหนักคงจะไม่ต่ำกว่า 200 กก.อย่างแน่นอน และได้เห็นกระทิงมันกำลังกินโป่งอยู่ตรงป่ากล้วย มันคงจะกระสากลิ่นคนจึงเผ่นจนป่าแตก และยังได้เก็บเขาที่กวางผลัดทิ้งไว้เมื่อถึงระยะเวลาของมันมาด้วย มันเพิ่งจะผลัดทิ้งไว้ใหม่ๆเลย


      ในวันที่ 4 ก.ค. นี้จะมีการสำรวจร่องรอยของสัตว์ป่าชนิดอื่นๆอีกและในวันที่ 5 ก.ค. จะทำการจดบันทึก ผมต้องเสียดายอีกครั้งเพราะเมื่อเดือนก่อนก็อดสำรวจกระทิง มาเดือนนี้ก็ยังอดสำรวจสัตว์อีกเพราะไม่ได้ติดต่อมาล่วงหน้าก่อนและยิ่งน่าเสียดายมากขึ้นไปอีกคือ


      ในวันที่ 21-22 ก.ค. นี้จะมีการคืนกล้วยไม้สู่ป่าซึ่งผมสนใจมากแต่ติดงานเพราะเป็นช่วงเทศกาลผมไม่สามารถลางานได้


      จากการที่ได้พูดคุยกับพี่นนท์ทำให้หายสงสัยว่าทำไมทุกคนถึงไม่ยอมให้ผมขึ้นไปตอนกลางคืน คือ แกเคยขับรถลงมาในตอนกลางคืนได้เจอ งูจงอาง ตัวขนาดเท่าต้นแขน กำลังเลื้อยข้ามทางอยู่ แกต้องหยุดให้เขาผ่านไปก่อน และเคยเห็นกระทิงสามตัวกำลังข้ามทางอยู่อีกเหมือนกัน


      ตลอดการพูดคุยพี่นนท์ได้เอ่ยชื่อของ ลุงมาก อยู่บ่อยครั้งจนทำให้อยากจะรู้จักและอยากเดินป่ากับแกเพราะแกรู้จักป่านี้ดี แกเคยจับปืนล่าสัตว์มาก่อนแกรู้เส้นทางทั้งหมดในพื้นที่นี้ แกบอกเวลาเดินป่าห้ามเดินออกนอกเส้นทาง เพราะจะไปเหยียบกับดักที่มีกระสุน(ไอ้ใบ้)ของชาวบ้านเข้าจะได้รับบาดเจ็บ บนต้นไม้ที่มีผล จำพวกมะเดื่อนั้นจะมีรอยของหมีมากมายที่ตะกายขึ้นไปกินลูก


      พี่นนท์แกเป็นคนรุ่นใหม่ที่รู้เรื่องป่ามากมายมีแนวคิดอีกหลายๆอย่างเกี่ยวกับป่า จากการที่ได้คุยกันทำให้ผมเกิดแนวคิดขึ้นมาบ้างก็คือการที่เราได้ออกท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ในตอนที่ยังมีแรงอยู่นั้น เปรียบได้กับข้าราชการที่กินเงินบำนาญนั่นเอง จะต่างกันก็ตรงที่บำนาญชีวิตจะได้รับตอนที่เรายังมีแรงอยู่แต่ข้าราชการบำนาญจะต้องคอยรับตอนที่สิ้นเรี่ยวแรงแล้ว


      นั่งคุยกันจนถึง ห้าโมงเช้ารู้สึกว่าหิวจึงขอตัวหุงข้าวกินเพราะตั้งแต่ตื่นมายังไม่ได้กินอะไรเลย และยังจะต้องกางเต็นท์ไว้ด้วยก่อนที่จะกินข้าวแล้วไปนอนรอดูกระทิง แต่เต็นท์เจ้ากรรมดันกางไม่ได้เสียอีกเพราะเสาหัก แต่ก็ยังโชคดีที่มีการเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าเอาเปลติดไปด้วยไม่งั้นคงเสร็จแน่ๆ


      ในเวลาประมาณบ่ายโมงครึ่งขณะที่นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ตรงจุดที่จะดูกระทิงนั้น พี่สมเกียรติ ได้ขึ้นมาพร้อมกับพระสงฆ์อีกสี่รูป และมาพร้อมกับเสียงฝน ที่ดังซ่ามาแต่ไกล ไล่มาจากทางอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง ทั้งๆที่แสงแดดก็ยังมีอยู่ จึงทำให้เห็นเป็นม่านสีขาวไล่มาจนถึง จุดชมกระทิงแห่งนี้ ซึ่งผมได้มาคอยอยู่ก่อนแล้วฝนตกอยู่ประมาณสิบห้านาทีก็หยุดพร้อมกับพระก็พากันกลับเช่นกันกระทิงก็ยังไม่ลงด้วย เพราะยังไม่ถึงเวลาทำกิจวัตรประจำวันของเขานั่นเอง (นางโชว์) กระทิงจะเป็นสัตว์สังคมก่อนจะออกหากินจะต้องระวังตัวมากจ่าฝูงจะออกมาก่อนตัวอื่นจึงจะค่อยๆตามกันออกมา จะมีตัวที่คอยระวังภัยให้กับฝูงอยู่ตลอด เวลาหากินก็จะเหมือนวัวกับควายทั่วไปคือจะมีนกเอี้ยงอยู่ใกล้ตลอดเพื่อคอยจับเห็บและแมลงต่างๆกิน เป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน


      ขณะที่นั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวนั้น เสียงฝนห่าใหญ่ก็เริ่มส่งเสียงมาแต่ไกลอีกครั้งหนึ่ง นี่คงเป็นฝนห่าแรกในรอบเก้าเดือนเลยที่เดียว เพราะมีเสียงฟ้าร้องตามมาติดๆด้วย แต่ก็ยังมีแดดอยู่เหมือนเดิมถ้าฝนตกหนักแล้วคืนนี้ผมจะนอนยังไง ก็ยังนึกไม่ออกเลย ผมเริ่มคิดหนัก เพราะเต็นท์ที่เอามาก็หนักรถเปล่าๆใช้การอะไรไม่ได้เลย ขากลับจะขับรถลงไหวหรือปล่าวเพราะทางลงเขาตลอดชันมากในขาลง เป็นดินลูกรังและในบางช่วงยังเป็นดินเหนียวอีกด้วย เห็นทีเที่ยวนี้ผมคงจะเดินเข้าหาความลำบากแบบสุดๆซะแล้ว สมดังที่ใจต้องการเลยทีเดียว ขับรถมาตั้งไกลถึง 250 กม. ไม่มีฝนเลย ไม่เสียแรงจริงๆ เลือดบ้าที่ร้อนระอุอยู่ในใจมันคงจะเย็นลงได้บ้างก็คราวนี้แหละ เพราะอาจจะต้องนอนตากฝน แต่ก็ไม่รู้จะต้องเกรงใจเจ้าหน้าที่หรือเปล่า เพราะเจ้าหน้าที่ข้างล่างได้ฝากมาฝัง เอ๊ย!ฝากฝังกับเจ้าหน้าที่ข้างบนไว้เป็นอย่างดีให้ช่วยดูแลเพราะเป็นห่วง


      ฝนเริ่มตกหนักมากขึ้นเรื่อยๆจนมองแทบไม่เห็นทิวทัศน์เบื้องหน้าเลย ถ้าโชคร้ายก็จะไม่ได้เจอกระทิง และถ้าโชคไม่ร้ายไปกว่านั้นผมคงจะได้เห็น เพราะอีกความหวังหนึ่งในการรอคอยคือแสงทองหลังสายฝนซึ่งระยะเวลาช่วงนี้เป็นช่วงที่เหมาะสมมาก ที่จะเกิด เป็นช่วงที่ฝนเพิ่งจะหยุดตกและดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าพอดี แสงในช่วงนี้จะหาดูได้ยากมาก ตอนนี้ทำได้แค่นั่งลุ้นและรอเท่านั้น


      นั่งอยู่คนเดียวรอบๆกายมีแต่เสียงฝน ทำให้ใจคิดไปต่างๆนาๆ คิดไปถึงคนที่ชอบเที่ยวป่า ชอบดูสัตว์ แต่พอชวนจริงๆกลับไม่กล้ามา ทั้งๆที่มีเวลาว่างเท่าๆกัน เหตุผลเดียวที่มาไม่ได้ก็คือ ใจไม่ถึง เพราะตอนแรกที่ชวนก็ตอบตกลงเป็นอย่างดี แต่พอถึงเวลาจริงๆกลับบอกว่า ลูกบ้ายังไม่มากพอ เอาไว้คราวหน้าไปแน่ แต่เสียใจด้วยครับ ไม่มีคราวหน้าสำหรับคุณอีกแล้ว เพราะมันเป็นเพียงการลองทดสอบจิตใจของคนที่บอกว่าชอบป่าเฉยๆว่าชอบจริงหรือปล่าว ผลก็คือคุณไม่ใช่ เพราะถ้ามาจริงผมก็จะพามาด้วยรถโดยสาร ผมไม่อยากให้ใครมาเสี่ยงกับผมหรอกครับ เพราะการเดินทางในครั้งนี้มีคนรู้อยู่ไม่กี่คนเท่านั้นที่สำคัญ พ่อกับแม่ ของผมเองยังไม่รู้เลยว่าผมแบกเป้ออกจากบ้านนั้นจะไปที่ไหน


      เมื่อยามฝนซาท้องฟ้าเริ่มโปร่งใบไม้เริ่มเขียวครึ้มขึ้นตามเดิม บริเวณลำต้นที่ก่อนหน้านี้มองดูเป็นสีขาวก็เริ่มมีสีเข้มขึ้น จนบางต้นแลดูเป็นสีดำเพราะเปียกน้ำนั่นเองแต่ก็ยังไม่เห็นกระทิงอยู่ดี


      อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ทั้งๆที่เพิ่งจะบ่ายสามโมงเอง คงจะเป็นเพราะฝนตกและอยู่กลางป่าด้วยอากาศจึงเย็นกว่าพื้นที่ข้างนอก นี่แหละคือสิ่งที่ใฝ่หา อากาศที่เย็นตามธรรมชาติ ไม่ใช่เย็นเพราะเครื่องปรับอากาศที่เย็นแต่ในห้องแคบๆ แต่พอออกมาข้างนอกร้อนจนตับจะแตกตาย ป่วยไข้มาก็มากแล้ว


      ฝนเริ่มซาแต่ยังไม่ทันขาดเม็ดก็มีห่าใหม่กระหน่ำซ้ำลงมาอีก แถมเสียงฟ้าร้องก็แรงขึ้นทุกทีทำให้คิดถึงเพื่อนคนหนึ่งที่เคยเรียนหนังสือด้วยกัน ไม่ค่อยได้ติดต่อกันแต่ได้ข่าวว่าเขากำลังมีเรื่องเครียดอยู่ก็เลยอยากชวนเขาออกไปปลดปล่อยบ้างเท่านั้นเอง เพราะเวลาผมเที่ยวป่าแล้วมันหายเครียด ตอนขับรถมานี่ก็ต้องผ่านบ้านเขาด้วยคิดที่จะแวะข้าไปชวนแต่ก็ต้องตัดใจเพราะเขามาอย่างแน่นอน รถคันเดียวมันมาสองคนไม่ได้สัมภาระก็เต็มทั้งหน้าหลังเลยต้องขับรถผ่านมาอย่างเสียดายและถ้าเขารู้ตอนหลังคงถูกต่อว่าแน่นอน


      เม็ดฝนพรำอยู่ตลอดเวลาจนถึง สี่โมงเย็น(อันเป็นเวลาที่นางโชว์จะออกเริงระบำ) ผมก็เห็นกระทิงตัวแรกด้วยตาเปล่าจนได้และตัวที่สอง สาม ก็เดินเล็มหญ้าตามกันมาติดๆพักเดียวก็เห็นทั้งฝูงประมาณ สิบ ตัวได้ ยังมีลูกน้อยที่วิ่งเล่นซุกซนเหมือนเด็กๆเหมือนเดิม ดูเหมือนว่าจะเกิดความขัดแย้งเล็กน้อยขึ้นในฝูง แต่อีกฝ่ายไม่ตอบโต้ ถอยร่นออกไปอยู่ห่างๆเสียทุกอย่างก็สงบ แต่ถ้าคนเป็นแบบนี้บ้างโลกนี้ก็คงจะมีแต่ความสงบสุขดั่งที่เราๆใฝ่หาหรอกนะ


      สีของกระทิงในวันนี้จะไม่ค่อยชัดขนไม่ค่อยดำเข้มเป็นมันเงามากนัก เพราะม่านฝนบางๆเป็นสีขาวได้บดบังเอาไว้แต่ก็ยังมองเห็นถึงลักษณะที่บ่งบอกว่าเป็นกระทิงได้ คือมีถุงเท้าขาวที่มองเห็นได้แม้อยู่ไกลตัวใหญ่มาก หน้าผากน้ำตาล และแล้ววันนี้ผมก็ไม่ใช่คนแปลกอีกตามเคย เพราะผมมาเขาแผงม้าแล้วได้เห็นกระทิง แค่นี้ก็พอใจมากแล้ว แม้จะไม่ได้เห็นก็พอใจอยู่เหมือนกันเพราะได้ทำในสิ่งที่รัก ได้มาพักท่ามกลางบรรยากาศอันสงบเงียบ ฟังเสียงฝนและแมลงกรีดปีกแข่งกัน พร้อมกับได้ดูกระทิงเดินนวยนาดเรียงแถวกันให้ดูแค่นี้ก็สุขใจยิ่งนัก


      ตอนนี้เพิ่งจะสี่โมงครึ่งนับคร่าวๆได้สิบหกตัวแล้วรวมทั้งเจ้าตัวเล็กด้วย นี่เพียงแค่จุดเดียวเท่านั้นเอง แต่ที่เคยเห็นอีกจุดหนึ่งตอนนี้ยังไม่ลงมาเลย ไม่รู้ว่าวันนี้จะได้เห็นกันหรือเปล่า ถ้าเขายังจำเราได้เขาก็คงจะลงมาให้เรา ได้ดูหน้ากันสักหน่อยเพื่อกันลืม น่ะจริงมั้ย แล้วเขาก็ยังไม่ลืมเราจริงๆ ตรงจุดนั้นซึ่งอยู่ไกลออกไปเริ่มมีการเคลื่อนไหว เป็นการก้มๆเงยๆกินหญ้า แต่ไม่สามารถนับจำนวนได้เพราะอยู่ไกลออกไปจากจุดแรกและม่านฝนได้บดบังทำให้เห็นแค่เพียงเงาดำตะคุ่มๆเท่านั้นแต่น่าจะประมาณสักห้าตัว ในขณะเดียวกันตรงจุดแรกก็ค่อยๆทยอยเดินหายไปทีละตัวสองตัว แต่ก็มีตัวใหม่ออกมาให้เห็นเพิ่มอีกจนไม่สามรถนับได้แล้วว่าทั้งหมดมีกี่ตัวกันแน่เพราะตัวที่ออกมาใหม่นั้นจะใช่ตัวเก่าที่หายเข้าไปในป่า แล้ววนกลับมาออกทางเดิมอีกหรือปล่าวก็ไม่รู้


      นั่งดูกระทิงไป ดูอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิงไปก็ได้บรรยากาศดีไม่น้อย สิ่งที่รอคอยอีกอย่างหนึ่งก็ใกล้จะมาถึงแล้ว คือ แสงทองหลังสายฝนแต่ไม่รู้ว่าวันนี้จะเป็นแสงทองกลางสายฝนหรือ เปล่านะ เพราะบริเวณที่ผมนั่งอยู่นั้น ฝนลงเม็ดตลอดเวลาเลยแต่บริเวณที่ตะวันจะตกนั้นกลับมีแสงแดดอ่อนๆสาดลงมาและก็ใกล้เวลาที่แสงจะเป็นสีทองอยู่แล้วด้วย คิดแล้วก็ให้ตื่นเต้น


      มัวแต่นั่งดูแสงและเขียนบันทึกเพลินไปหน่อยพอเหลือบไปดูกระทิงเหลือตัวเดียวบนทุ่งโล่ง ส่วนที่เหลือก็คงจะอยู่ใกล้ๆแต่มีต้นไม้ใหญ่บังอยู่จึงทำให้มองไม่เห็นก็ได้ เวลายังมีอีกมากผมเคยเห็นมากที่สุดตอนหกโมงเย็นแต่ตอนนี้เพิ่งจะสี่โมงสิบนาทีเอง ผมคิดว่าวันนี้ต้องมีชุดสองและสามตามมาแน่ๆ
            
      ฝนตกบ่เซานั่งเฝ้ากระทิงมา  หรีดหริ่งเรไรกรีดปีกดังก้องป่า
      มองรอบกายไม่มีใครให้ถวิลหา แสนชุ่มฉ่ำในอุราสุขหนักหนาข้าอยู่คนเดียว
      ถึงแม้จะอยู่เดียวดายอย่างโดดเดี่ยว บางครั้งเปล่าเปลี่ยวและอ้างว้าง
      แต่พอมองลงไปเห็นลางๆ เพื่อนรอบข้างคือกระทิงหริ่งเรไร
      อีกอย่างหนึ่งที่เฝ้ามองไม่วางตา  คือแสงทองส่องมาช่วงสุดท้าย
      เม็ดฝนเริ่มซาลงจนจางหาย  แสงสุดท้ายหลังสายฝนคือแสงทอง
      กระทิงหายไปหมดแล้วตอนห้าโมง  คงจะลงมาอีกหนอตอนใกล้ค่ำ
      คงไม่มีอีกแล้วสายฝนพรำ จะจดจำลำนำแสงแห่งอัสดง

      ฝนหยุดตกไปแล้วตอนห้าโมงพร้อมๆกับกระทิงตัวสุดท้ายก็ได้หายเข้าป่าไปอย่างช้าๆเช่นเดียวกัน ตอนนี้ก็ได้แต่รอกับรอคือ รอที่หนึ่งกระทิงจะออกมาตอนหกโมงอีกครั้งและ รอที่สองคือแสงทองหลังสายฝนนั่นเอง เสียงน้ำฝนที่ค้างอยู่บนใบไม้ชั้นบนหยดลงมากระทบกับใบชั้นล่างและจากใบชั้นล่างหยดลงมากระทบพื้นดินดังเปาะแปะๆอยู่ตลอดเวลา แข่งกับเสียงนกเจื้อยแจ้วที่ทั้งอยู่ใกล้และไกลในป่าลึก มีหลากหลายสายพันธุ์ แข่งกันส่งเสียงให้ได้ยินได้ฟังแก้เหงา ในยามที่ต้องนั่งอยู่คนเดียว


      มีเจ้าหน้าที่มาดูเป็นเพื่อนแล้ว และได้ยินเสียงร้อง อื้อ อื้อ มาสองครั้งพี่แกบอกว่าเสียงกระทิงร้อง เกิดมาก็เพิ่งจะเคยได้ยินนี่แหละเสียงกระทิงร้อง ตอนใกล้ๆหกโมงมีสามตัวเดินตามแนวกันไฟลงมากินดินโป่งมีลูกน้อยด้วย และตามแนวกันไฟอีกด้านก็มีอีก สิบสี่ ตัวข้างบนอีก สอง ตัว สรุปแล้ววันนี้ผมเห็นกระทิง สอง ครั้งทั้ง หก จุด รวมได้ทั้งหมดประมาณ ห้าสิบตัวขึ้นไป เพราะอาจจะมีที่ผมเห็นไม่ชัดในช่วงแรกเพราะดูด้วยตาเปล่า เพิ่งจะได้กล้องส่องทางไกลจากเจ้าหน้าที่ในตอนหลังนี่เอง เขาจะต้องมานับกันทุกวันเพื่อจดบันทึก


      ประมาณหกโมงเย็นกระทิงเริ่มพากันนอนอาบแดดที่ทอแสงลงมาอ่อนๆเพราะฝนเพิ่งหยุดตกไป ทำให้เราได้เห็นเขาชัดและนานขึ้นที่กินโป่งก็อยู่นานเพราะไม่ต้องเดินไปไหนตามนิสัยของเขาที่ต้องเดินไปกินไป มีเสียงร้องดังมาตลอด เมื่อสองฝูงมารวมกันเป็นฝูงใหญ่นับได้กว่าสามสิบตัว เมื่อฝูงใหญ่ขึ้นเสียงร้องก็ดังและใหญ่ขึ้น (มีทั้งเจ้าดื้อเขาเหลือง ยายล้อม เจ้าธงชัย และอีกมากมายผมจำชื่อได้ไม่หมด) ขนเป็นมันเงาเมื่อต้องแสงแดด มันเป็นภาพที่ประทับใจมากเหมือนกับดูหนังสารคดีสัตว์โลกใน ทีวี ไม่มีผิด เพราะมีทั้งความขัดแย้ง กิน ขี้ และจีบสาว มีการแยกตัวมาอยู่แบบโดดเดี่ยวหรือที่เรียกว่ากระทิงโทน(เหมือนผมเลย) วันนี้ยังขาดอีกอย่างเดียวที่ไม่ได้เห็นคือช่วงผสมพันธุ์ ส่วนช่วงตกลูกนั้นไม่คิดที่จะได้ดูอยู่แล้วเพราะหมดโอกาสโดยสิ้นเชิง


      เจ้าหน้าที่บอกว่าเขาแผงม้าสามารถดูกระทิงได้ทุกจุดที่เราจะมองลงไปได้แม้แต่ตามถนนที่เราขับรถขึ้นมาถ้าโชคดีเราก็อาจจะได้เจอกันกลางทางเหมือนกับที่เขาเคยเจอกันมาแล้ว แต่ผมไม่ปรารถนาเช่นนั้น เพราะผมกลัวกระทิงเหยียบเจ้าจิ้งเหลนดงผมเละซะก่อน


      วันนี้โชคดีเรื่องกระทิงแต่โชคร้ายเรื่องแสงทองหลังสายฝนเพราะ ม่านหมอกลงปกคลุมตั้งแต่ฝนเริ่มขาดเม็ด และมีก้อนเมฆลอยอยู่เหนือทิวยอดเขาด้วยจึงทำให้มองไม่เห็นแสงที่สวยงามที่สุดของวันนี้ไป จึงต้องกลับมาหุงข้าวกินทั้งๆที่ยังพอมองเห็นกะทิงอยู่เลย แต่ก็คิดว่าน่าจะคุ้มแล้วที่ได้ดูอย่างเต็มตาเต็มใจขนาดนั้น


      พอแสงเริ่มหมดตุ๊กแกที่มีทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ก็เริ่มออกหากินตามพื้นดินที่มีแมลงเม่าบินและตกอยู่ตามพื้นดินนั่นเอง
      เหม่อมองฟ้าคืนนี้แสงดาวเรียงรายสวยเด่น สายฝนอันฉ่ำเย็นเพิ่งจะจางหายไป ลมโบกโบยโชยพลิ้วเย็นจับใจ
      กินง่ายนอนงายตามแบบฉบับของ โก๋-ก้อนดิน ตอนกลางคืนนอนดูดาวคนเดียวสักพักจึงปีนเข้าเปลนอน ตั้งแต่ตอนดึกๆจนถึงใกล้แจ้ง จะได้ยินเสียงกระทิงและสัตว์ อื่นๆร้องอยู่ทั้งคืน มันร้องอยู่รอบๆที่นอนไม่ไกลนัก เพราะที่พักอยู่ตรงกลางยอดเขาและรอบข้างก็เป็นป่าพอดี รู้สึกเหมือนนอนอยู่กลางฝูงสัตว์เลยที่เดียว
      ตอนลงจากเขาในช่วงเช้าผมเห็นไก่ป่าประมาณ ห้า ตัวคุ้ยเขี่ยหากินอยู่ริมทางใกล้ๆมันไม่ยอมหนีเลยจนเจ้าจิ้งเหลนดงเข้าไปใกล้มากจึงบินเข้าป่าไป


      คลองปลากั้ง เมื่อออกมาจากเขาแผงม้าแล้ว ผมได้ควบเจ้าจิ้งเหลนดง เข้ามาตามทางเรื่อยๆเพื่อจะมาออกทางปากช่อง ผ่านหน่วยคลองปลากั้ง ตั้งใจจะเข้าไปชมวิวเพื่อถ่ายภาพเพราะรู้อยู่แล้วว่าเวลานี้ยังไงก็ไม่ได้เห็นกระทิง แต่เจ้าหน้าที่สี่ ห้า คนไม่ให้เข้าไป นอกจากจะเข้าไปในเวลาที่ดูกระทิงตอนสี่โมงเย็นเท่านั้น ผมก็ไม่ได้ถามหรอกว่าเพราะอะไรจึงเข้าไปไม่ได้แต่ผมไม่มีเวลาที่จะรอ และที่สำคัญพวกพี่ๆเขา กำลังล้างลำกล้องเจ้าห้านัดกันอยู่ สี่ ห้า กระบอก ผมจึงรีบขอตัวออกมาอย่างด่วนจี๋


      บุเจ้าคุณ เมื่อผมขับรถต่อมาเรื่อยๆ ก็จะมาถึงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มีรูปร่างที่สุดแล้วแต่หุบเขาและถนนจะพาให้เป็นไปมีนกเป็ดน้ำหากินอยู่ด้วย เบื้องหลังเป็นเทือกเขาเบื้องหน้าเป็นถนนที่คดเคี้ยวไปตามขอบอ่างเป็นสถานที่ ที่สวยงามมาก ผมขับรถไปและจอดถ่ายรูปในมุมต่างๆไปตลอดทาง


      บ้านท่าวังไทร พอเลยบุเจ้าคุณมาได้สักพัก ผมก็มาถึงบ้านท่าวังไทร ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศของประเทศไทยได้มารวมกันอยู่ที่นี่ เป็นเวลากว่า หกสิบปีมาแล้ว จากคำบอกเล่าคือ ในสมัยก่อนที่บ้านท่าวังไทรแห่งนี้เคยมีเจ้านายได้รับสัมปทานเข้ามาทำไร่ ภายหลังจึงมีคนตามมามากขึ้นป่าไม้ที่เคยอุดมสมบูรณ์สัตว์ป่าชุกชุมก็เสื่อมสภาพลงไป แต่เมื่อไม่กี่สิบปีก่อน ได้มีการปลูกจิตใต้สำนึกของชาวบ้าน ที่เคยจับขวานตัดไม้ และเคยแบกปืนล่าสัตว์ ให้กลับใจมาช่วยกันฟื้นฟูสภาพป่า จนกลายมาเป็นป่าชุมชนขึ้นที่ข้างๆกับ หมู่บ้านท่าวังไทรแห่งนี้นี่เอง


      สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากในตอนนี้ก็คือ ชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงและที่หมู่บ้านแห่งนี้เริ่มทยอยขายที่ดินให้นายทุนมากขึ้น แล้วก็เปลี่ยนผันชีวิต ตัวเองมาเป็นคนเฝ้าที่ดินของตัวเองให้คนอื่น ที่เขาซื้อไปทำรีสอร์ทบ้าง โรงแรมบ้าง ทำไร่บ้าง นั่นเอง

    
  

        เขาใหญ่ เมื่อออกจากบ้านท่าวังไทรมาแล้ว ผมก็ควบเจ้าจิ้งเหลนดงมาตามถนนลาดยางทางหลวงชนบทหมายเลข น ม 3052 ซึ่งมีทั้งขึ้นเขา ลงห้วย คดเคี้ยว เลี้ยวลด เพราะถูกกำหนดด้วยทิวเทือกเขาใหญ่ที่อยู่ทางเบื้องซ้ายนั่นเอง


      เมื่อเลยต่อเข้ามาเรื่อยๆจนถึงทาง สามแยก ที่บอกว่าทางขวามือ ไปปากช่อง-มวกเหล็ก ส่วนทางซ้ายมือขึ้นเขาใหญ่ ด้วยความที่เป็นคนใจง่ายในเรื่องเที่ยว ผมจึงเลี้ยวรถขึ้นเขาใหญ่ทันทีโดยไม่ต้องลังเล อะไรเลย และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เพื่อต้องการหลีกหนีเขตชุมชน และอยากขับรถภายใต้ร่มเงาของแมกไม้สองข้างทาง เพื่อจะได้สูดอากาศอันบริสุทธิ์ให้มากที่สุดนั่นเอง


      เมื่อผ่านด่านขึ้นมาแล้วก็ขับรถขึ้นไปเรื่อยๆตามทางที่มีอยู่เส้นเดียวไม่ต้องกลัวหลง ระหว่างทางมีด่านสัตว์ มีโป่ง มีฝูงลิง มีจุดชมวิวมากมาย ผ่านวังจำปีซึ่งผมไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไรเพราะไม่เคยขึ้นมาเลย แต่พอจะเดาได้ว่าต้องเกี่ยวกับน้ำเพราะมีคำว่าวังนำหน้า


      ทางด้านหลังจุดบริการนักท่องเที่ยวจะมีน้ำตกเล็กๆ คือน้ำตกกองแก้ว มีสองเส้นทางให้เดินทางที่ใกล้ที่สุด 150 เมตร แต่ผมเลือกเดินอีกทางหนึ่งคือ 1 ก.ม. ตลอดเส้นทาง มีต้นหวายขึ้นมากมายรวมถึงต้นไม้ชนิดอื่นๆด้วย มีเสียงนกหลากหลายชนิดส่งเสียงร้องกัน เจื้อยแจ้วไปหมด เสียงชะนีร้อง และกระรอกดงที่ส่งเสียงท้าทายให้ค้นหา ตลอดเส้นทางมีต้นไม้ล้มมากมาย บ่งบอกถึงอายุขัย และความแข็งแรง ที่จะต้องเกษียณตัวเอง ของสรรพชีวิต ขนาดรถถังที่ว่าสมบุกสมบัน ยังต้องปลดประจำการ สิ่งมีชีวิตก็ต้องมีอายุขัยของมัน
   
     ผากล้วยไม้ เป็นน้ำตกที่ไม่ค่อยใหญ่นัก ระยะทางต้องเดินเข้าไปอีกประมาณ 1 ก.ม.
ในช่วงนี้มีน้ำน้อย จึงทำให้ดูเป็นน้ำตกเล็กๆเท่านั้นเอง ผมจึงเดินต่อไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติเพื่อไปยังน้ำตกเหวสุวัตซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 3 ก.ม.

      ตลอดเส้นทางจากผากล้วยไม้ถึงเหวสุวัต มีสรรพชีวิตมากมายให้เห็น แต่ไร้ซึ่งคนที่จะมาเดินเคียงข้าง มีเห็ดป่า ต้นกระท้อนป่า ที่เปรี้ยวสุดๆ มีตัวเงินตัวทองวิ่งผ่านหน้าแล้วโดดลงน้ำไปแบบใกล้มากๆ ขณะที่เดินอยู่เพลินๆนั้นก็ได้ยินเสียงนกร้องดังมากอยู่ไม่ไกลนักผมเดาเอาว่ามันต้องเป็นนกเงือกเพราะผมไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยินมันร้องเลย ผมไม่สามารถเห็นตัวมันได้ แต่ก็พยายามเดินให้มีเสียงน้อยที่สุด บรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน ปลวกดำเริ่มเคลื่อนย้ายขบวนเพื่อหนีน้ำกันแล้ว ขณะที่กำลังก้มลงมองปลวกอยู่นั้น เสียงนกเงือกก็ดังมาอีกครั้ง คราวนี้มันร้องอยู่บนหัวผมนี่เอง ผมจึงนั่งมองหามัน แต่ไม่เห็น มีแต่เสียงร้อง มันอยู่กันสองตัว อยู่สูงขึ้นไปประมาณ 10 เมตรเอง แล้วผมก็ต้องตกใจเมื่อมีตัวหนึ่งกระพือปีกบิน เสียงดังมากจนน่ากลัว เสียงมันเหมือนกับใบพัดขนาดใหญ่เลยทีเดียว ถ้าเป็นคนที่กลัวผีคงเผ่นป่าราบไปแล้ว น่าเสียดายที่ไม่สามารถถ่ายรูปไว้ได้ เมื่อนกเงือกบินไปแล้วผมก็เดินต่อไปตามทางเรื่อยๆ ก็ได้พบกับดอกไม้ที่ผมไม่อยากเห็นในป่าเลย และธรรมชาติก็คงไม่ต้องการให้ดอกไม้ชนิดนี้มาอยู่กับมันเหมือนกัน ดอกไม้ชนิดนี้คือ ดอกทิชชู นั่นเอง มีร่องรอยของสัตว์ป่าเดินข้ามทางลงไปกินน้ำในลำธารมากมาย

      น้ำตกเหวสุวัต เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่แต่น้ำยังไม่เยอะอีกตามเคย แต่ก็ดูสวยดีสำหรับคนที่ชอบอย่างผม เหวสุวัตเป็นน้ำตกที่เข้าออกง่ายไม่ต้องเดินไกล จึงมีคนมากพอสมควร เพราะพอลงจากรถก็ถึงน้ำตกเลย ตอนเดินมาผมถึงได้เดินอยู่คนเดียว ออกจากเหวสุวัตแล้วผมเดินมาตามถนนเพื่อวนกลับมาที่ผากล้วยไม้อีกประมาณ 3 ก.ม. ซึ่งผมทิ้งเจ้าจิ้งเหลนดงไว้ที่นั่น รวมระยะทางในการเดิน 7 ก.ม. โดยประมาณ
      ระหว่างทางผากล้วยไม้-ปราจีนฯ มีป้ายบอกทางผาเดียวดาย 11 ก.ม.- เขาเขียว 12 ก.ม. ผมจึงเลี้ยวซ้ายขึ้นไปทันที
  
      ผาเดียวดาย เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมาก หน้าผาสูงชัน ม่านหมอกบางๆปกคลุมอยู่ห่างจากถนนไม่มากแต่สงบ เหมาะสำหรับที่จะนั่งใช้ความคิดและถ่ายรูปมาก
  
      เขาเขียว เป็นเขตทหารอากาศ ห้ามคนนอกเข้าไป มีคนตายถึงเก้าคนในการสร้างทางมายังเขาเขียวแห่งนี้ และเป็นจุดที่สูงที่สุดของภาคกลางอีกด้วยมีความสูงถึง 4,233 ฟุต เป็นจุดที่ควรแก่การเก็บภาพอีกเช่นกัน ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเพิ่งรู้คือ ที่นี่ก็คือ ผาตรอมใจ นั่นเองผมเคยได้ยินชื่อนี้มานานแต่เพิ่งจะได้มาเยือนด้วยตัวเองก็คราวนี้เอง
    
      จากผาตรอมใจสู่เหวนรก ระหว่างทางที่ขับรถจากผาตรอมใจมายังน้ำตกเหวนรกนั้น ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูง เพราะช้างป่าได้วางทุ่นระเบิดไว้ตลอดทาง (ความจริงมีตั้งแต่เริ่มขึ้นเขาใหญ่แล้วแต่ไม่มากเท่าทางนี้) จนมาถึงน้ำตกเหวนรกซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่และมีน้ำมากพอสมควรแต่ยังไม่เต็มที่ ทางเข้าประมาณ 1 ก.ม. ธรรมชาติรอบข้างก็เหมือนกับที่อื่นๆ เมื่อมานั่งอยู่ตรงจุดชมน้ำตกด้านหน้าที่ต้องลงบันใดมาสูงชันมากนั้น รู้สึกเย็นสบายดี เพราะน้ำตกที่แตกกระเซ็นจนเป็นละอองเมื่อตกกระทบกับหินเบื้องล่างและถูกลมพัดมาจับกับผิวกายอันชุ่มเหงื่อ รอบๆเป็นป่าทึบ ไม่สามรถได้ยินเสียงใดๆได้เลยนอกจากเสียงของน้ำตกเท่านั้นเอง ผู้คนก็มีผมเพียงคนเดียวอีกเช่นเคย
   
      ออกจากเหวนรกตอนสี่โมงสี่สิบห้ามาถึงวงเวียนปราจีนฯเอาตอนห้าโมงครึ่งในตอนเย็น แวะเติมน้ำมันรถเต็มถังทั้งๆที่น้ำมันสำรองอีก 2 ลิตร ที่เตรียมไปจากบ้านนั้นไม่ได้ใช้เลย ตอนเช้าเติมเต็มถังจากเขาแผงม้า หมดตอนลงจากเขาใหญ่พอดี แล้วก็มุ่งหน้ากลับบ้าน เพื่อไปเผชิญกับความวุ่นวายต่อไป
   
      จากวงเวียนปราจีนฯมุ่งหน้าสู่บ้าน ขับมาเรื่อยๆจนถึงรังสิต ก็เกิดอุปสรรคขึ้นคือ ฝนเจ้ากรรมดันตกลงมาจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ทั้งๆที่จากรังสิตถึงบ้านก็ไม่ไกลกันมากนักจนมาถึงบ้านเอาตอน สองทุ่ม   รวมระยะทางจากเขาแผงม้าผ่านเขาใหญ่จนถึงบ้าน 292 ก.ม. เมื่อหักระยะทางเข้าออกผากล้วยไม้และเขาเขียว 40 ก.ม. แล้วจะเหลือ 250 ก.ม. เท่ากับจากบ้านถึงเขาแผงม้าพอดี
   
      การเดินทางในครั้งนี้สิ้นสุดลงด้วยอุปสรรคเพียงอย่างเดียวคือฝนตกตอนถึงบ้าน ทีในป่าดันปล่อยให้แล้งอยู่ได้ตั้งเจ็ด-แปดเดือน
     การเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้เพื่อนใหม่กลับมา แต่ได้ระบายเลือดบ้าออกจากใจได้บางส่วน

 


ผมไม่ใช่คนชอบดื่มสุรา  แต่ชอบบรรยากาศขณะนั่งดื่มสุรา
 

โก๋-ก้อนดิน





ตามรอยตะวัน

แก่งหินเพลง เรื่องบังเอิญ คุณบังอร
ออกนอกกะลา ไปบาหลี ตอนที่ 2 (จบ)
ออกนอกกะลา ไปบาหลี ตอนที่ 1
ลุงชู ที่เขื่อนเขาแหลม
น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งเต็มคลอง ที่สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
หนาวนี้ อีกสักที ที่ สวนผึ้ง ราชบุรี
พักกาย..หย่อนใจ..ที่บ้านไร่ตับเต่า
เรื่องเล่า..อโยธารา...
กว่าจะถึง “ภูกระดึง” article
หมู่เกาะตะรุเตา
ความรู้สึกจางๆ กับไออุ่น 4
โกรกอีดก
แบกเป้ มุ่งหน้าสู่ แก่งกระจาน-พะเนินทุ่ง
ร้อน ฝน หนาว ที่ อช.หมู่เกาะชุมพร
ความทรงจำที่เกาะกุฎี article
เรื่องเล่า.............จากเขาหลวง (สุโขทัย) article
ฝ่าสายฝนจากเชียงของ สู่เพลินวาน
bicycleworld lightblue : เดินทางโดยจักรยานรอบโลก article
เที่ยวอยุธยา เมื่อหน้าน้ำ
โฮมพุเตย...ฝันที่ฉันอยากไป article
เขาใหญ่ อช. แรกของไทย article
เขาหลวง-ประจวบฯ article
“เกาะหมาก-เกาะขาม”...สวรรค์ของคนรักสงบ article
ตะลุยเดี่ยวเที่ยว 3 เกาะอ่าวไทย article
เปิดประตูสู่....เขายายเที่ยง
บนทางแสนไกล...ตาดหินยาว
โลกหมุนช้าลง..ที่..เชียงคาน
เมื่อใบไม้เปลี่ยนสี...ที่ขุนแม่ยะ article
เขาโล้นที่เขาแหลม article
บันทึก จากครูดอย (รร.บ้านห้วยโค้ง อมก๋อย) article
เขาหลวง นครศรีธรรมราช article
เรื่องเล่า เชียงคาน
ภูสอยดาว article
ปากน้ำปราณบุรี เขากะโหลก ง่ายๆ สบายๆ ใกล้ๆ กรุง article
เที่ยวเมืองภูเก็ตยังไงให้คุ้มค่าที่สุด article
แอ่วเจียงใหม่ article
น้ำตกป่าละอู ….เราจะกลับมา article
โรงเรียนของหนู (โครงการไออุ่นจากพี่ให้น้องครั้งที่ 1) article
ภูกระดึง........ในวันที่เงียบเหงา article
ภูสอยดาว บันเทิงโบก (...ลองหยุดวิ่งตามดูสักครั้ง) article
ตามหัวใจ..ไปเสม็ด article
สะบายดี..วังเวียง article
ปาย "Pai" article
แบกเป้ลุยเดี่ยว เที่ยว อช.เขาแหลม article
ทริป ”พักใจ ..ไปโกรกอีดก” article
ภาพถ่าย...ลำนำ..และบทเพลง article
เขาสามร้อยยอด article
เวียดนาม (Vietnam) article
จุดเริ่มต้นในการท่องเที่ยว article
อยากอยู่ป่า... article
สู่ยอด...ดอย article
ฝน...ทั้งดีและชั่วอยู่ด้วยกัน article
บทเพลงแห่งธรรมชาติ article
ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย article
บุหรี่ มัจจุราชตัวน้อย article
ป่าขี สายลมและสายน้ำ article
บ้านชมทุ่ง article
เกาะกุฏี ในสำนึก article
เปิดบันทึกการเดินทาง ... โก๋ ก้อนดิน article
เดินป่า เมื่อยามฤดูฝน "ตาดหินยาว" article
ภูสอยดาว article
บันทึกจากห้องเช่าเมื่อยามความเหงามาเยือน article
ผจญภัยที่เกาะช้าง...... article
ชะอำ...ช้ำใจ article
หัวใจเดินทาง..อีกครั้ง!! (Samed Episode II) article
" 7 Days In Tibet " ดินแดนขอบฟ้าหลังคาโลก article
เดินป่าขึ้นเขาสน ณ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาสน-เขาสนามเพรียง 12 - 13 -14 - ส.ค. 48 article
พุเตย…พิสูจน์ใจไล่ความกลัว article
บันทึกนี้ที่เชียงใหม่ article
"ลัดเลาะสองฝั่งแม่กลอง แอบมองหิ่งห้อย ร้อยพัน" article
รสชาติใหม่ของการเดินทาง (Suan Soan Pradipat) article
จาก ขญ.11 สู่ ขญ. 10 (Bike Camp) article
เปิดบันทึกเล่มใหม่ กับการผจญภัยที่ “ตาดหินยาว” article
ความสุขไม่ได้รออยู่ที่ปลายทาง article
ห้างเก่า article
แสงประหลาด article
บ้านแม่แสะ article
มืดแปดด้าน article
มะพร้าวตก article
บ้านแพซุง article
บ้านขุนแปะ article
ทุ่งกระทิง article
ด่วนเจ้าพระยา article
ควบจิ้งเหลนดงมุ่งตรง บึงฉวาก article
คลื่นยักษ์ที่โถมซัดไม่อาจทัดทานคลื่นน้ำใจ article
ความเจริญไม่มีที่สิ้นสุด article
ช่างซอตาบอด article
“สู่...ยอดเขาโล้น” article
ดินแดนแห่งอารยธรรม article
“ภูชี้ฟ้า” ภูนี้ไม่เคยว้าเหว่ article
ยอดลมพัด ไม่ได้มีแค่ในตำนาน.. article
เมืองเล็กๆ ที่ชื่อ “ปาย” article
สวัสดี เกาะ 1,000,000 article
ค่ำไหนนอนนั่น article
"กระทิง สิ่งอันเป็นที่รักของฉัน" article
เกาะสีชัง จำลอง...Believe It or Not ! article
" เขาลมพัด " รวมพลคนหน้าตาดี article
จากกรุงเก่าสู่บางปะอิน article
ดอกไม้เบ่งบานกับวัฒนธรรมไร้พรมแดน article
ยี่เป็ง...ประทับใจ
ปาย ฝนต้นหนาว
โชงโดง กับคำถามที่ว่า “เราขึ้นมาทำไม?”
ความเปลี่ยนแปลงใน สังขละบุรี
ตามรอย รัก-ยม ชมไทยไป ขุนแม่ยะ
บันทึกไออุ่น...จากพี่ให้น้อง ครั้งที่2
เสียดาย โดดเดี่ยวใน...ภูเก็ต
สรุปการเดินทาง 3 เดือนแรก
มนต์เสน่ห์ เชียงคาน บันทึกที่ริมสายน้ำโขง
ซ้ำรอยเดิมที่...ตาดหินยาว
ครบรอบ 1 ปี แห่งความรัก หนุ่มตัน กับสาวปลา
ในสายหมอกที่ “ภูสอยดาว”
อุทัยธานี...มีอะไร?
ได้โปรดเถอะ !!!! นำพาเขามาสู่ฉัน
Home Stay แบบชิวๆ ที่ เขายายเที่ยง



[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (139976)
avatar
กหเอ
กดอ
ผู้แสดงความคิดเห็น กหเอ วันที่ตอบ 2011-09-29 10:21:16



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2003 Chomthai team 089-7801770

ตารางออกอากาศรายการชมไทยแลนด์ ช่อง ของดีประเทศไทย   (จานเหลือง DTV และจานเคเบิ้ลท้องถิ่นที่รับได้ทั่วไป)

วันเสาร์ 18:30-19:00 รีรัน อังคาร 22:30-23:00  พฤ. 14:00-14.30  ศุกร์  9:30-10:00 / 16:30-17:00

  Nextstep ชมย้อนหลังรายการชมไทยแลนด์ รายการชมไทยสัญจร ที่ช่อง Real Metro     หนังสือของชมไทย วางแผงกันแล้ว   

 

ติดต่อ : ชมไทย chomthailand.com  14/2  ม.3  คลองถนน  สายไหม  ก.ท.ม.  10220   โทร 089-7801770    e-mail : webmaster@chomthailand.com

Free Page Rank Tool