dot
dot
dot
bulletGallery ห้องภาพคนเดินทาง
bulletข่าวสาร เทศกาล ท่องเที่ยว
bulletใต้ฟลายชีท-ชวนกันเที่ยว
bulletมุมเพื่อน บทความ นัดพบ ฯลฯ
bulletห้วงสำนึกเดินทาง blog ,diary
bulletคลังข้อมูล เวบบอร์ดเก่าชมไทย
bulletท่องเที่ยว 76 จังหวัดทั่วไทย
bulletเรื่องเล่าริมทางเดิน
bulletบันทึกเดินทาง (คลังเก่า)
bulletแนะนำ หนังสือน่าอ่าน
ค่ายอาสา ไออุ่นจากพี่ให้น้อง
bulletเที่ยวเกาะช้าง


deuter kovea Eneloop ถุงนอน เป้ ตะเกียง เชือก เดินป่า มีด ไฟฉาย เปลมุ้ง รองเท้า

แบนเนอร์ชมไทย


เปิดบันทึกการเดินทาง ... โก๋ ก้อนดิน article

                

เอก  ชมไทย

                บันทึกท่องเที่ยว ฉบับนักเดินทางเล่มนี้ น่าจะเรียกว่าเป็นบันทึกส่วนตัว ของนักเดินทาง คนหนึ่งที่มีชีวิตในมุมที่น่าสนใจ  จะเป็นเรื่องของแนวทางการคิด วิธีการคิดใน การเดินทาง  การใช้ชีวิตในสังคม ซึ่งผมเห็นว่าจะมีประโยชน์กับผู้ที่ได้อ่าน ทั้งด้านสาระการท่องเที่ยว  การเดินทาง การใช้ชีวิต   เป็นมุมมองส่วนตัวเกี่ยวกับธรรมชาติ ความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม  โดยไม่มีการดัดแปลง หรือตัดทอน เนื้อหาแต่อย่างใด เพียงแต่เรียบเรียง เป็นบท ให้ง่าย และสะดวกต่อการอ่านเท่านั้นเอง

                ผมเองเจอผู้เขียนระหว่างเดินทางไปเที่ยวที่ อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จังหวัดลำปาง  ระหว่างเดินขึ้นไปชมแสงแรกแห่งอรุณรุ่งที่ ขึ้นที่  ย.4  จุดสูงสุดของ อช.ดอยขุนตาล  โดยผู้เขียนได้เดินทางมาเพียงคนเดียวและได้ขึ้นมานอน บริเวณนี้ตั้งแต่เมื่อคืน ส่วนผมพักที่บริเวณ ย.2  และได้เดินขึ้นมาในตอนเช้ามืด  เรามีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางกัน  แล้วแยกย้ายกันไป หลังจากนั้น เราได้มีโอกาสติดต่อ กันมาโดยตลอด และ ได้เดินทางด้วยกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะนัดคุย กันมากกว่า  ผมจึงขอบันทึกการเดินทางเล่มนี้ พร้อมทั้งรูปภาพบางส่วนที่ผู้เขียนได้สะสมมา  ออกมาเผยแพร่ในรูปแบบของ บันทึกการเดินทางออนไลน์  เพื่อเป็นสาธารณะประโยชน์แด่ ผู้ค้นหาข้อมูลด้านการท่องเที่ยว และผู้ที่รักในการเดินทางทั่วไป  (ปัจจุบันพี่โก๋ เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของชมไทยไปแล้ว แม้จะไม่ค่อยมีโอกาสไปเที่ยวด้วยบ่อยนัก แต่แก่ก็มีบทความ ข้อเขียนดีๆ ส่งมาให้เสมอ)

                    สำหรับเพื่อนๆ ที่มีบันทึกการเดินทาง การท่องเที่ยว หรือ บทความอื่นๆ ที่คิดว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผู้รักในการเดินทาง หรือต้องการหาข้อมูลในการท่องเที่ยว สามารถจัดส่งมาได้ทางอีเมลล์  หรือที่อยู่ทางด้านล่างนี้   ข้อความ บทความ ของท่านจะก่อให้เกิดประโยชน์อีกมากมาย  ด้วยความขอบคุณ

 

จากเพื่อนคนหนึ่ง

                                                                                                                                                                                                                           Webmaster@chomthailand.com

 




ตามรอยตะวัน

แก่งหินเพลง เรื่องบังเอิญ คุณบังอร
ออกนอกกะลา ไปบาหลี ตอนที่ 2 (จบ)
ออกนอกกะลา ไปบาหลี ตอนที่ 1
ลุงชู ที่เขื่อนเขาแหลม
น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งเต็มคลอง ที่สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
หนาวนี้ อีกสักที ที่ สวนผึ้ง ราชบุรี
พักกาย..หย่อนใจ..ที่บ้านไร่ตับเต่า
เรื่องเล่า..อโยธารา...
กว่าจะถึง “ภูกระดึง” article
หมู่เกาะตะรุเตา
ความรู้สึกจางๆ กับไออุ่น 4
โกรกอีดก
แบกเป้ มุ่งหน้าสู่ แก่งกระจาน-พะเนินทุ่ง
ร้อน ฝน หนาว ที่ อช.หมู่เกาะชุมพร
ความทรงจำที่เกาะกุฎี article
เรื่องเล่า.............จากเขาหลวง (สุโขทัย) article
ฝ่าสายฝนจากเชียงของ สู่เพลินวาน
bicycleworld lightblue : เดินทางโดยจักรยานรอบโลก article
เที่ยวอยุธยา เมื่อหน้าน้ำ
โฮมพุเตย...ฝันที่ฉันอยากไป article
เขาใหญ่ อช. แรกของไทย article
เขาหลวง-ประจวบฯ article
“เกาะหมาก-เกาะขาม”...สวรรค์ของคนรักสงบ article
ตะลุยเดี่ยวเที่ยว 3 เกาะอ่าวไทย article
เปิดประตูสู่....เขายายเที่ยง
บนทางแสนไกล...ตาดหินยาว
โลกหมุนช้าลง..ที่..เชียงคาน
เมื่อใบไม้เปลี่ยนสี...ที่ขุนแม่ยะ article
เขาโล้นที่เขาแหลม article
บันทึก จากครูดอย (รร.บ้านห้วยโค้ง อมก๋อย) article
เขาหลวง นครศรีธรรมราช article
เรื่องเล่า เชียงคาน
ภูสอยดาว article
ปากน้ำปราณบุรี เขากะโหลก ง่ายๆ สบายๆ ใกล้ๆ กรุง article
เที่ยวเมืองภูเก็ตยังไงให้คุ้มค่าที่สุด article
แอ่วเจียงใหม่ article
น้ำตกป่าละอู ….เราจะกลับมา article
โรงเรียนของหนู (โครงการไออุ่นจากพี่ให้น้องครั้งที่ 1) article
ภูกระดึง........ในวันที่เงียบเหงา article
ภูสอยดาว บันเทิงโบก (...ลองหยุดวิ่งตามดูสักครั้ง) article
ตามหัวใจ..ไปเสม็ด article
สะบายดี..วังเวียง article
ปาย "Pai" article
แบกเป้ลุยเดี่ยว เที่ยว อช.เขาแหลม article
ทริป ”พักใจ ..ไปโกรกอีดก” article
ภาพถ่าย...ลำนำ..และบทเพลง article
เขาสามร้อยยอด article
เวียดนาม (Vietnam) article
จุดเริ่มต้นในการท่องเที่ยว article
อยากอยู่ป่า... article
สู่ยอด...ดอย article
ฝน...ทั้งดีและชั่วอยู่ด้วยกัน article
บทเพลงแห่งธรรมชาติ article
ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย article
บุหรี่ มัจจุราชตัวน้อย article
ป่าขี สายลมและสายน้ำ article
บ้านชมทุ่ง article
เกาะกุฏี ในสำนึก article
เดินป่า เมื่อยามฤดูฝน "ตาดหินยาว" article
ภูสอยดาว article
บันทึกจากห้องเช่าเมื่อยามความเหงามาเยือน article
ผจญภัยที่เกาะช้าง...... article
ชะอำ...ช้ำใจ article
หัวใจเดินทาง..อีกครั้ง!! (Samed Episode II) article
" 7 Days In Tibet " ดินแดนขอบฟ้าหลังคาโลก article
ตำนานคน ตำนานป่า ตำนานการเดินทาง article
เดินป่าขึ้นเขาสน ณ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาสน-เขาสนามเพรียง 12 - 13 -14 - ส.ค. 48 article
พุเตย…พิสูจน์ใจไล่ความกลัว article
บันทึกนี้ที่เชียงใหม่ article
"ลัดเลาะสองฝั่งแม่กลอง แอบมองหิ่งห้อย ร้อยพัน" article
รสชาติใหม่ของการเดินทาง (Suan Soan Pradipat) article
จาก ขญ.11 สู่ ขญ. 10 (Bike Camp) article
เปิดบันทึกเล่มใหม่ กับการผจญภัยที่ “ตาดหินยาว” article
ความสุขไม่ได้รออยู่ที่ปลายทาง article
ห้างเก่า article
แสงประหลาด article
บ้านแม่แสะ article
มืดแปดด้าน article
มะพร้าวตก article
บ้านแพซุง article
บ้านขุนแปะ article
ทุ่งกระทิง article
ด่วนเจ้าพระยา article
ควบจิ้งเหลนดงมุ่งตรง บึงฉวาก article
คลื่นยักษ์ที่โถมซัดไม่อาจทัดทานคลื่นน้ำใจ article
ความเจริญไม่มีที่สิ้นสุด article
ช่างซอตาบอด article
“สู่...ยอดเขาโล้น” article
ดินแดนแห่งอารยธรรม article
“ภูชี้ฟ้า” ภูนี้ไม่เคยว้าเหว่ article
ยอดลมพัด ไม่ได้มีแค่ในตำนาน.. article
เมืองเล็กๆ ที่ชื่อ “ปาย” article
สวัสดี เกาะ 1,000,000 article
ค่ำไหนนอนนั่น article
"กระทิง สิ่งอันเป็นที่รักของฉัน" article
เกาะสีชัง จำลอง...Believe It or Not ! article
" เขาลมพัด " รวมพลคนหน้าตาดี article
จากกรุงเก่าสู่บางปะอิน article
ดอกไม้เบ่งบานกับวัฒนธรรมไร้พรมแดน article
ยี่เป็ง...ประทับใจ
ปาย ฝนต้นหนาว
โชงโดง กับคำถามที่ว่า “เราขึ้นมาทำไม?”
ความเปลี่ยนแปลงใน สังขละบุรี
ตามรอย รัก-ยม ชมไทยไป ขุนแม่ยะ
บันทึกไออุ่น...จากพี่ให้น้อง ครั้งที่2
เสียดาย โดดเดี่ยวใน...ภูเก็ต
สรุปการเดินทาง 3 เดือนแรก
มนต์เสน่ห์ เชียงคาน บันทึกที่ริมสายน้ำโขง
ซ้ำรอยเดิมที่...ตาดหินยาว
ครบรอบ 1 ปี แห่งความรัก หนุ่มตัน กับสาวปลา
ในสายหมอกที่ “ภูสอยดาว”
อุทัยธานี...มีอะไร?
ได้โปรดเถอะ !!!! นำพาเขามาสู่ฉัน
Home Stay แบบชิวๆ ที่ เขายายเที่ยง



[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (138717)
avatar
ชาตรี

คิดมาหลายปีแล้วว่าวันหนึ่งเมื่ออายุพอสมควรอยากจะเิดินทางท่องเที่ยวโลก กว้างคนเดี่ยวโดยไม่มีเพื่อนไปด้วย ค่อยไปหาเพื่อนเอาข้างหน้า และแอบมองดูฝรั่งเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวโดยที่ไม่รู้จักใครเขายังทำได้เลย ภาษาไทยเขาก็พูดไม่เป็นทำไม่ยังเดินทางคนเดียวได้ เราคนไทยน่าจะทำดูบ้าง เคยทดลองไปหลายประเทศแล้วเช่น ฟิลิปปินส์ 1 เดือน เวียตนาม 2 ครั้งๆละ 2 อาทิตย์ อเมริกา 6 เดือน กลัวเพราะภาษาอังกฤษมั่วได้ไม่กลัวแต่ภาษาจีนไม่กล้า คงจะสื่อภาษากันยขากพอควร จึงประสบการณ์ไว้นานพอควรจึงกล้าออกเดินทางคนเดียว ปีนี้ธุระกิจไปได้ดีพอควร ประกอบกับวีซ่าทางบ้านผ่าน จึงตัดสินใจเดินทาง คิดไว้ว่าจะเริ่มเดินทางจากวันทีึ่ 7-18 ม.ค. 2554

เริ่มต้นจากเปิดเนทดูเรื่องท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็ค เมื่ออ่านเนทและวางแผน กำหนดวัน เตรียมทำวีซ่า สำหรับประเทศจีนต้องทำวีซ่า ส่วนลาว เขมร เวียตนาม ญี่ปุ่น(15วัน)ไม่ต้องทำวีซ่า เปิดเนทเช็คหาบริษัทรับวีซ่ามีหลายราคา 500-300 เลือกทำ 300 บาท และค่าวีซ่า 1,000 บาท รวมจ่าย 1,300 บาท จ่ายเงินวันรับวีซ่า ส่งเอกสารทาง EMSไปกรุงเทพฯไม่ต้องเดินทางเสียเวลาและค่ารถ ใช้เวลา 4 วันทำการ วันที่ 7 ม.ค.รับวีซ่้าที่กรุงเทพฯพอดี เดินทางจากบางสะพาน ถึงกรุงเทพฯไปรับวีซ่าที่ถนนรัชดาฯ นั่งรถไฟฟ้าจากรัชดาฯถึงหมอชิด 30 บาท ซื้อตั๋วรถทัวร์กรุงเทพฯ-เชียงของ 700 กว่าบาทรถออกสองทุ่มถึงเชียงของหกโมงเช้าพอดี ผู้โดยสารที่นั่งข้างๆคือเพื่อนคนแรก ได้ข้อมูลมาว่าเป็นคนลาวเข้ามาอยู่เมืองไทยตั้งแต่อายุสิบสี่ปี รับจ้างทำงานก่อสร้าง ครั้งสุดท้ายทำงานอยู่โรงโม่หิน คุมเครื่องโม่หินและติดตั้งเครื่องโม่หินจนชำนาญ ได้รับความไว้วางใจจากเถ้าแก่มาก จนเถ้าแก่ยกลูกสาวใ้ห้เป็นภริยา ตกถังข้าวสารรวยไปเลย มีลูกสามคนเคยมาตั้งเครื่องโม่หินที่บางสะพานด้วย สุดท้ายบอกว่าถ้ามีใครขายโรงโม่หินบอกด้วยนะ จะมาซื้อเอาไปซ่อมและขายใหม่ เห็นไหมคนทำอะไรทำจริงรับผิดชอบ ผลลัพธ์ประสพความสำเร็จจนได้

หกโมงเช้ารถจอดหน้าตลาดเชียงของ เพื่อนใหม่พาไปล้างหน้าแปรงฟันในตลาดสดพร้อมทั้งออกค่าห้องน้ำให้ด้วย นึกขึ้นได้ว่าเตรียมเสื้อผ้ามามากแบกหลังแอ่นเลย แบ่งเสื้อผ้าออกพอใช้ เพราะเสื้อผ้าของจีนไม่แพง สู้ไปซื้อที่โน่นดีกว่า วือ้หนังสือพิมพ์ติดมืออ่านระหว่างทางเผื่อจะฝากสเื้อผ้า ขากลับมาเมืองค่อยมาเอาคืน ปรากฎว่าไม่เป็นไปตามที่คิดเพราะแม่ค้าน.ส.พ. ไม่ยอมรับเพราะไม่อยากรับผิดชอบอย่างไรก็ไม่รับอยู่ดี ขนาดบอกว่าหายก็ไม่เป็นไร ยังไม่ยอมเลย ก็เลยข้ามมาฝารกแม่ค้าขายผลไม้ คราวนี้พบคนใจดีรรับฝากว่าอีกเกือบอาทิตย์จะมารับ กลับจากเที่ยวจีนก่อน แม่ค้าบอกตามสะบายวางไว้มุมห้องก็ได้ เดินไปเป็นเพื่อนเพื่อซื้อของไปฝากญาติพี่น้อง ได้เตารีดและกะทะไฟฟ้าของไทยไปฝากคนลาว ออกมาถึงหน้าตลาดมีรถสามล้อจ่ายคนละ 20 บาท นั่งไปที่ด่านต.ม.คราวนี้เราจ่ายค่ารถมั่ง 40 บาท ถึงด่านไทยเขียนใบผ่านแดน มีคณะทัวร์ทั้งไทยและฝรั่งหลานคนสำหรับเช้านี้ เพราะมีพิธีเปิดการสร้างสะพานรถยนต์จากท่าบ่อแก้ว แขวงห้วยทราย-เชียงของ ต่อไปเราเอารถยนต์ข้ามจากไทยไปได้เลยสะดวกมาก เพราะจีนเตรียมโกยเงินจากนักท่องเที่ยวไทย
 

 Guest
ผ่าน ต.มงของลาว ยื่นเอกสาร พร้อมเงินไทย 40 บาท หรือ 8 หยวน เดินผ่านต.ม.นั่งรถไฟฟ้าคนละ 2 หยวน แค่ทักกับหนุ่มจีนข้างๆ รู้มั่งไม่รู้มั่ง คนเขาก้ใจดีนะ ออกค่ารถให้ด้วยกะว่าจะเป็นเพื่อนคุยไปถึงเมืองลา พอผ่านต.ม.ที่บ่อหานหาตัวไม่เจอ เลยต้องนั่งคนเดียวตลอดทาง นั่งใกล้คนจีนที่ไท่เรียนหนังสือคุยกันลำบากมาก หลังจากผ่านด่านจีนที่บ่อหานแล้วต้องนั่งรถเมล์ 2หยวนเข้าเมืองบ่อหานเพื่อจะขึึ้นรถต่อไปเมืเมืองลา คนละ 20 หยวน• อ่านแล้วคงนึกว่าเก่งที่จริงเรามีลายแทงมา ไม่หลงแน่


การเดินทางจาก ไทย ไป ลาว
1.1. รถแอร์ ป 1 หรือ ฮณญ 24 ที่นั่ง ราคา 682 บาท และ 940 บาท สาย กทม. เชียงของ ขึ้น รถที่หมอชิต รถออกประมาณ 19.00 น. -21.00 น มีหลายบริษัทคือสมบัติทัวร์ คฤหาสส์ ทัวร์ บขส สยามเฟริส
1.2. 07.30-08.00 น. รถถึง เช่ารถที่เชียงของ ต่อ 3 ล้อ ไปด่าน immigration 20 บาท
1.3. นั่งเรือ ข้ามจากไทยไปลาว 20 บาท /คน และ 10บาท/กระเป๋า 1ลูก
2. ตรวจเข้าเมืองลาวที่ Immigration แล้ว ไม่ต้องแลกตังค์เป็นเงินลาว ในลาวสามารถใช้เงินไทยได้ ตรงบิรเวณนั้นเรียกว่า ห้วยทราย
3. ถนนหลักบริเวณนั้นจะมีบริษัททัวร์มากมายของชาวลาว ให้ ถามว่ามีรถตู้ไปบ่อเต็นหรือไม่ ถ้าไม่มีให้ไปหลวงน้ำท่า แทน ถามไปเรื่อยๆ ปกติจะมีไปหลวงน้ำท่า ค่ารถไปหลวงน้ำท่า300-350 บาท ไปบ่อเต็น400-500 บาท แล้วแต่การต่อรอง
3.1. ไม่มีรถไปบ่อเต็น(ชายแดน จีน กับ ลาว)ให้ไปที่หลวงน้ำท่า ก่อน(3-4 ชม.)
3.2. สถานีรถที่หลวงน้ำท่า มีรถไปบ่อเต็นแต่ต้องถามเวลาว่าเป็นอย่างไร ถ้าโชคดีก็มีวันนั้นเลยถ้าไม่มีให้ถามเวลา แล้วนั่งรถ สามล้อ (30 บาท) เข้าไป สถานีรถเก่าจะมีเรือนพักอยู่ที่นั่น ค่าห้องประมาณ 150-300 บาท(สถานีปัจจุบันเพิ่งจะย้ายออกมาได้ประมาณ 2-3 เดือน***งจากตลาดประมาณ 2-3 กม. )
4. จากหลวงน้ำท่าไป บ่อเต็น ก็นั่งรถไป ค่ารถประมาณ 70-80 บาท รถประจำทาง (1-1.5ชม.) 70 กม.
5. บ่อเต็น แลก เงิน ไทย เป็น จีน (หยวน) ได้ ราคา ประมาณ 4.45-4.5 บาท ต่อ หยวน เท่าที่อยากได้ ถ้า เอา พอใช้ ก็ ประมาณ 1000-3000 บาท ก่อน ร้านอยู่ ชายแดนก่อนไป ที่จุด Immigration ประมาณ 20 เมตร ให้ดูที่ตู้กระจก จะมีเงินใส่อยู่ หลาย สกุล
6. จากหน้า Immigration นั่งรถสามล้อไปด่านจีน (3 y) 3 กม. ตรงนี้ เรียกว่า บ่อหาร หรือโบ่หาร เป็นเขตของเมืองจีน แล้ว
7. ทางซ้ายมือจะเป็นทางเข้าห้องบันทึกการตรวจโรคของจีนให้ขีด NO ทุกข้อ
1. จาก ลาวไป จีน เมืองลา จิ่งหง
1. ประมาณ 10 เมตร จะเห็น Immigration ให้ไป ตรวจ คนเข้าเมืองที่นั่น
2. ออกจากห้อง เดินไป มุม ตึก มีรถไป เมืองลา หรือ เมื่องลา ค่ารถ 30 หยวน (นักท่องเที่ยว แต่ 14 หยวน ตนพื้นเมือง)
3. รถวิ่งประมาณ 3 ชม. ถึง เมืองลา ลง ที่ สถานีรถ แล้วเดินออกมาด้านหน้า ด้านเดียว กับที่รถ จอด จำสถานที่ไว้ เพราะว่าตอนกลับ ต้องใช้ สถานีนี้ อีกครั้ง
4. เดิน หรือ ว่า 3 ล้อไป ที่สถานีรถเมือง ลา ไป คุณหมิง หรือ จิ่งหง (สิบสองปันนา) ประมาณ 500-800 เมตร ด้านเดียวกับ สถานีรถเก่า
5. ถ้าไป ถึงเช้า ให้ต่อรถไป จิ่งหง เลย (35 หยวน 4-5 ชม. ) ถ้าไป ถึงบ่ายให้พัก หรือว่า จะไปก็ ได้ โรงแรม ราคา ประมาณ 30-40 หยวน ถ้าเดินเลย สถานีรถมาอีกประมาณ 100-300 เมตร ถาม แล้วเข้าไป ดู เอา ว่าพอใหม
6. จากสถานีรถที่ 2 เดินทางไป จิ่งหง ให้ดีควรไป ตอน 07.00-08.00 น. จะไป ถึงบ่ายๆ กำลังดี
2. จิ่งหง ไป ตาหลี่ หรือ คุณหมิง
1. จิ่งหง หรือ สิบสองปันนา ที่เรา เรียกกัน เมื่อลง รถแล้วออกมาด้านหน้า จำ ไว้ว่า อยู่ตรงไป
2. ดูตาราง เวลา รถไป คุณหมิง หรือ ด้าลี่ หรือ ไว้ด้วย ต้องอ่านภาษาจีน ออก ถึงจะรู้ว่า เวลาเดินทาง มีไหม ดังนั้น ต้องรู้ ว่า เมือง อะไร เขียน อย่างไร ไม่งั้นดูไม่ออก
3. ที่พัก ด้านเดียวกับ สถานนีรถ เดินมาเรื่อยๆ จะโรงแรม เรียงกันมาเรื่อยๆ โดย สังเกตเคาเตอร์ ได้ เข้าไปถามราคา + ดูห้อง ได้ ราคา ก็จาก 30-300 หยวน ใกล้ สถานีรถ ที่ถามาก็ ประมาณ 70 หยวน ***งออกมาประมาณ 300 เมตร.ได้ ปกติ โรงแรมที่เมืองจีน จะมีการคิด ค่ามัดจำกุญแจ จะได้ คืนเมือ่ คืนกุญแจ ห้อง ประมาณ 30 % ของค่าห้อง
4. เที่ยวเอง ตามใจชอบ หา แผนที่ ตามร้านหนังสือได้ ราคา 1-2 หยวน ถ้าต้องการเช่าจักยานให้ เดินไป จนถึงสวนสาธารณะ จะมีแอ่งน้ำข้างๆ แล้วเดินไป อีก 1 ช่อง 50-100 เมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไป เดินไป จนเจอ เกาะกลาง ที่เป้นรูป 3 เหลียม แล้วเลี้ยว ขวา จะเจอกับ ร้านขายจักรยาน มี ให้ เช่าวันละ 10-20 หยวน
5. ไปดาหลี่ กลับมาที่ สถานี ซื้อตั๋วไป ต้า ลี่ เดินทางกลางคืน เป็นรถนอน ออกประมาณ 16.00 น. ถึงดาหลี่ 8.00 น. (173 หยวน) ถอดรองเท้าใส่ถุงตอนขึ้นรถ จริงๆ รถจะไป จอด ที่เมือง เซียกวน เมืองใหม่ของ ต้าหลี่
6. หรือ ไป คุนหมิง เวลา ออก 16.00 น. ( ประมาณ 160 หยวน 9 ชม. )

 


วันนี้ 18 ม.ค. มีคนข้ามมาลาวไม่มากนัก อ่านจากเนท ให้ขึ้นจากบ่อแก้วไปบ่อเตน(ชายแดนลาว-จีน) ถ้ามาตอนเช้าอาจจะมีรถไปบ่อเตน สายเกินอาจจะไม่มีรถไปถึงบ่อเตน อาจต้องค้างที่เมืองหลวงน้ำทา เช้าค่อยเดินทางต่อถึงบ่อเตน วันนี้โชคดีเหลือที่สุดท้าย คนขายตั๋วบอกว่าค่ารถขึ้นราคา จาก 500บาท เป็น 600 บาท เพื่อนที่มาด้วยกัน บอกว่าราคานี้แหละ ท้ังๆที่หนังสือบอกว่า 500 เท่านั้น เป็นคนไม่ชอบต่อรคาคาก็เลยตอบตกลงเพราะมาครั้งแรก ปรากฎว่าพอถึงบ่อเตนคุยกับคนขับรถเขาบออกว่าเขาได้รับแค่ 500 บาทเอง โดนหลอกตั้งแต่วันแรก คราวหลังอย่าเชื่อคนง่าย นั่งบนรถวิ่งบนเส้นทางคดเคี้ยวตลอดเวลา ประมาณ 6 ช.ม.รถก็วิ่งมาถึงบ่อเตน ชายแดนลาวประเทศจีนได้มาขอเช่าที่ดินของลาวเพื่อจะสร้างเมืองคาสิโนบนที่ดิน หลายร้อยไร่ บริหารโดยคนจีน แม้กระทั้งการ์ดก็ใช้คนจีน คนแจกไพ่้ กุ๊กทำอาหาร ร้านค้า ห้องพัก


ทานอาหารมื้อแรกในลาวคือผัดพริกหมูกระเพาราดข้าว 50 บาท คนขับรถตู้มาตาม ขึ้นรถประมาณเที่ยงถึงบ่อเตน 4โมงเย็น มองหาโรงแรม ถ้าเป็นโรงแรมมีคาสิโนด้วยคงแพงมาก หาโรงแรมที่คนทำงานคาสิโนพักคงถูกกว่า ชั้นล่างเป็นร้านค้า ชั้นบนให้คนทำงานคาสิโนพัก 40 หยวนเท่านั้น(1 หยวนเท่ากับ 5 บาท) อาบน้ำแล้วออกไปเดินเล่นดีกว่า



ร้านค้ามากมาย ร้านอาหาร ร้านขายโทรศัพท์ มากจนความเติบโตของธุระกิจของประเทศจีนมีจีดีพีสูงสุดของโลก ยังนึกว่าเหมาเจ๋อตุง เติ้งเสี่ยวผิง และผู้นำหลายคนในประเทศจีนฉลาดและทุ่มเทให้กับประชาชนของเขามากจริงๆ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง จีนมีประชากรมากที่สุดของโลก อาหาร ที่อยู่ ยารักษาโรค ผลิตไม่พอ เหมาเจ๋อตุง จำเป็นต้องปิดประเทศ หยุดค้าขายกับหลายประเทศในโลกเสรี ประกาศใช้ระบบคอมมูนเข้ามาจัดการกับประชากรของตน เพราะต้องการให้ประชากรของจีนไม่อดตาย ไทยเสียอีกที่ไปคบกับอเมริกา ประเทศที่ปกครองตามระบอบประชาธิปไตย โดนไอ้กันหลอกมาไม่ต่ำกว่า 50 ปี ไม่กล้าคบกับประเทศที่ปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ปลุกผีคอมมิวนิสต์ขึ้นมาหลอกคนไทยกลัวว่ารอบๆประเทศไทย มีเวียตนาม พม่า ลาว เขมร ปกครองในระบอบนี้เอเชียใต้จะเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งแถบ จึงจำเป็นที่จะให้ไทยเป็นประเทศกันชนให้โลกเสรี อเมริกาและกลุ่มประเทศเสรี อเมริกา และสหประชาชาติให้การช่วยเหลือประเทศไทยเป็นเงินจำนวนมาก กลัวว่าถ้าประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ด้วย เอเชียทั้งแถม จะกลายเป็นประเทศคู่สงครามกับอเมริกา โรงงานอุตสาหกรรมทีี่ผลิตอาวุธสงครามไม่มีงานทำ คนตกงานมากมาย เศรษฐกิจทรุด ประกาศร่วมกับมิตรประเทศในสหประชาชาติต่อต้านกับระบอบคอมมิวนิสต์ พอดีกับเวียตนามเกิดสงครามภายในประเทศหลังต่อสู้กับฝรั่งเศษและเปลี่ยนแปลง การปกครองโดยพระมหากษัตริย์็มาเป็นระบอบประธานาธิบดีและแยกประเทศเป็น เวียตนามเหนือและเวียตนามใต้ โฮจิมินต์ เป็นผู้นำฝ่ายเหนือมีจีนและโซเวียตหนุนหลัง ส่วนเวียตนามใต้อเมริกาและประเทศเ้สรีให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณและอาวุธ รบกันเป็นสิบปี อาวุธและงบประมาณถูกทุ่มเทมาใช้ในสงคราม ประเทศอเมริกาพี่ใหญ่ในประเทศโลกเสรี ผลิตอาวุธขายทั่วโลก ประชากรมีงานทำ เศรษกิฐดีมีกำไรเยอะ เที่ยวก่้อสงครามทั่วโลกให้คนอื่นรบกัน ประเทศตนจะไ้ด้ขายอาวุธสงคราม เครื่องบิน รถถัง ปืนใหญ่ แต่ละปีก็จะผลิตอาวุธสงครามทันสมัยออกขายทั่วโลก เพื่อฆ่าคนให้คนตายกันเป็นเบือ ผลจากสงคราม สุดท้ายอเมริการวยพร้อมกันกับมิตรประเทศโลกเสรี ส่วนจีนไม่คบกับใครปิดประเทศเงียบไม่มีข่าวออกมาเลยว่าพัฒนาประเทศอย่างไร อเมริกาก็โจมตีและออกข่าวความชั่วร้าย ของการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ผู้นำทางทหารของไทยที่ปกครองระบอบเผด็จการทหาร รับเงินช่วยเหลือจากอเมริกา และแอบเอางบพัฒนาประเทศไปใช่ส่วนตัวบ้างใครจะรู้ัปีละเป็นแสนๆล้าน หลุดเข้ากระเป๋าตัวเองซักพันสองพันล้านบาทใครจะจับได้ ถึงรู้ก็ทำอะไรกรูไม่ได้เพราะกรูเป็นเผด็จการมีอำนาจอยู่ในมือ เชื่อว่าระบบคอรับชั่นในประเทศไทยคงไม่มีทางหมดไปจากประเทศไทย ถ้าทุกคนยังคิดว่าเขาจะกินบ้างก็ช่างเขาขอให้มีผลงานว่าทำบ้าง ดีกว่ากินอย่างเดียวแล้วไม่ทำ พออภัยได้ ถ้าทุกคนคิดเช่นนี้ อภัยให้ ไม่มีทางที่จะหลุดจากวังวนของการคอรับชั่นได้



ตกเย็นนัดคนขับรถตู้หาเบียร์กินกัน ต้องการมีเพื่อนคุยและพาเดินเที่ยวตลาดบ่อเตน เดินเข้าออกคาสิโนหลายแห่ง ไม่ได้แอ้มเงินเราหรอกไม่เข้าไปอยู่ในวังวนของการพนันโดยเด็ดขาด คิดว่าเล่นไม่มีทางอิ่ม กินยังอิ่มกว่ามากกว่าลิมิตยัดลงไปไม่ได้เด็ดขาด เดินสักพักสั่งเขยเบียร์(เบียร์ลาว)มาสองขวด และอาหารยอดฮิตของคนระดับชาวบ้านคือบรรดาย่างเสียบไม้ทั้งหลาย เช่นปีกไก่ เต้าหู้ เครื่องในไก่ ปลา กุ้ง ทำง่ายๆ ย่างไฟพอสุก ทาด้วยน้ำมันพืช โรยพริกกะเกลือและผงชูรส ขายไม่ทัน ข่าวว่าเป็นอาหารของไทยใหญ่ไม่ใช่ของจีน



หลังเจอโชเฟอร์รถตู้ และเดินเที่ยวคาสิโนหนึ่งรอบ ซื้อเขยลาว(เบียร์ลาว)ติดมือสองขวด มานั่งกินกับปิ้งไก่ โต๊ะที่นั่งยองๆไม่ว่าง พบสหายใหม่อีกสามคน เป็นทหารลาวคนม้ง หัวหน้ายศจ่า และลูกน้องอีกสองคนเราก็นั่งคุยด้วยโดยใช้ภาษาอีสานปนเหนือคุยได้สะบายมาก เก็บเรื่องได้มาว่าเงินเดือนหัวหน้าสี่พันบาท ลูกน้องสามพันบาทเท่านั้น อัตราแลกเปลี่ยน 250 กีบต่อ 1 บาท 10 บาทแลกได้ 25,000 กีบ กลางที่บ่อเตนอากาศกำลังสบาย เราก็เลี้ยงเบียร์เขาด้วยวันนี้ขอไทยเป็นพี่ใหญ่หน่อยเถอะ 4 ขวด อีก 2 ขวดหลังน้องทหารม้งขอเ้ลี้ยงบ้าง




คืนนั้นไม่มีอะไรในกอไผ่ กลับมานอนที่ห้องเช่าคืนเดียวราคา 200 บาทต่อคืน(40 หยวน) อ่านให้ดีไม่ใช่ 2,000 บาท(อย่างนี้ต้องร้องเพลงห้องนอนคนจนของสายัญ สัญญากล่อมไปด้วย) มันก็หลับเหมือนกัน แอร์ พัดลมไม่ต้องเปิดอากาศดีมากเลย เหมือนบางพานตอนที่หนาวที่สุด TV ดูได้ช่อง 3 ช่องเดียว นอกนั้ภาษาจีนและลาว โดยปกติมักจะตื่นตี 4 วันนี้ก็เช่นกัน ติดข่าวช่อง 3 หลับๆตื่นๆ รู้มั่งไม่รู้มั่งเอา TV เป็นเพื่อนเพราะนอนคนเดียว สายหน่อยล้างหน้าแปรงฟันไม่ต้องอาบน้ำเพราะมันหนาว เก็บกระเป๋าออกจากห้องพักเห็นหมอกข้างนอก เสียงน้ำค้างหยดจากหลังคาเป็นระยะๆ ออกมาสูดอากาศตอนเช้าๆดีเหมือนกัน เวลาเร็วกว่าเมืองไทยหนึ่งชั่วโมง อากาศเย็นกว่าเมื่อคืนนิดหน่อย เสียดายนะ ถ้ามีน้องหนูมานอนคุยซักคนคงมีความสุขไม่น้อย(ได้แต่คิด) ถ้าเป็นคนนี้ก็ดีนะซิ(กลางเรื่องจะมีเรื่องของน้องคนนี้มาเล่าให้ฟัง โปรดติดตาม)



8.00 น.ด่านข้ามไปจีนใกล้เปิด เตรียมตัวเดินทาง จ้างรถเครื่องหรือเท็กซี่ไปก็ได้ เราต้องการประหยัด เจอน้องลาวคนใหม่คุยกันพักหนึ่ง เขาขับรถทัวร์มารับแขกจากจีนมาลาว ประหยัดอีก 5 หย่วน รถแท็กซี่สตาร์ทเริ่มแรก 5 หย่วน 25 บาทเอง ไม่จำเป็นต้องเสีย เก็บไว้วื้อเบียร์ตอนเย็นก็ดี เบียร์จีนแค่ 3 หย่วนเอง


ไปตามลายแทงเลยไม่มีหลง ค่าใช้จ่ายไม่แพง ค่าโรงแรมก็ถูก อาหารไม่แพง แต่ต้องยอมรับว่าไม่มีอาหารอะไรอร่อยเท่าอาหารไทยแน่นอน ต้องเข้าใจว่าอาหารจีนกับอาหารลาว โน คาร์ โน เนชั่น(ไม่มีรสไม่มีชาด) เค็มๆ มันๆ จืดๆ พอแหลกล่ายเท่านั้นเอง ที่ผมชอบอยู่อย่าง การเดินทางคนเดียวเราไม่สามารถจะเดาได้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นข้างหน้าเดาไม่ถูก ไม่ชอบโรค 7 โมงตื่น 8 โมงทานข้าว 9 โมงล้อหมุน นั่งรอคนที่มาช้า นั่งรถ ลงรถ ออกเดินตามไกด์ อยากไปไหนตัดสินใจคนเดียว ถูกมั่งผิดมั่งสนุกดี มีเพื่อนเยอะ ไปไหนถามลูกเดียวเพราะไม่เคยมา




ก้าวข้ามแผ่นดินประเทศลาว สู่แผ่นดินประเทศจีน มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกยุคปัจจุบัน เมื่อทุกคนมีกินมีใช้ พอเพียงกันทั่วหน้า ผ่านวิกฤตหลังสงครามโลก เติ้งเสี่ยวผิงผู้นำร่างเล็กของจีนเปิดประเทศเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า โรงงานผลิตอาวุธ และโรงผลิตผลิตพาหนะสงคราม ถูกเปลี่ยนเป็นโรงงานอุตสาหกรรม คนจีนทำงานหนักมากกว่าคนอเมริกันสามเท่า ค่าใช้จ่ายถูก ค่าแรงราคาต่ำ ผลิตจนเหลือใช้แล้วจึงนำออกไปขาย ราคาต่ำกว่าคนอื่น ไม่มีหนี้สินต้นทุนการผลิตถูกมาก เปิดประเทศไม่กี่ปี จีดีพีของจีนเพิ่มมาตลอด อเมริกาต้องของให้จีนปรับค่าเงินหยวนอยู่บ่อยๆ จีนก็ไม่สน จนประธานาธิบดีของอเมริกาต้องบินมาเจรจากันสองต่อสองในประเทศจีน แรกๆเราจะเห็นว่าสินค้าไม่ค่อยมีคุณภาพ ความชำนาญและประสพการณ์จะปรับให้คุณภาพดีจนคนทั่วโลกยอมรับ



ผ่านการตรวจวีซ่า และพาสปอร์ตที่ด่านเสร็จแล้วต้องนั่งรถเมล์มาที่ตลาดบ่อหานเพื่อขึ้นรถตู้ไป เมืองลา ซื้อตั๋ว 17 หยวน บวกค่าขายตั๋วอีก 1 หยวน นั่งบนรถสักพักกำลังนึกว่าจะหาอาหารเช้าที่ไหนได้ เหลือบไปเห็นอาหม่วย 2 คนกำลังหม่ำซาลาเปาอยู่พอดี จึงถามเป็นภาษาใบ้ว่าซื้อที่ไหน เขาก็ตอบเป็นภาษาเดียวกันว่าอยู่หัวมุมตึกนั่นแหละ รีบกระโดดออกไปซื้อกะว่าอีกสามชั่วโมงจึงจะถึงเมืองลาคงหิวแย่ ได้มา 1 ชุด ราคา 5 หยวน น้ำ 1 ขวด 1.5 หยวนหันกลับไปรถมารออยู่หน้าร้านพอดีไม่ต้องกลับไปที่ท่ารถ



ช่วงที่ผ่านประเทศลาว ดูล้ายๆกับเดินทางผ่านทางภาคอีสาน ยางพาราเริ่มมีการปลูกมากขึ้นทุกที ถนนพอใช้ได้ บางตอนยังมีการซ่อมอยู่ แต่ไม่เป็นอุปสรรคในการเดินทาง ไม่เหมือนเส้นทางจากบ่อแก้วไปเมืองหลวงพระบาง 200 ร้อยกว่าก.ม.ใช้เวลาเดินทาง 4-5 ช.ม. มีคนบ่นกันเป็นแถว บ้านเรือนริมทางยังน้อยมาก อีกไม่นานคงพัฒนามากกว่านี้ เพราะมีคนเดินทางผ่านมากทีเดียว ระหว่างบ่อหานถึงเมืองลา ถนนเริมเป็นสากลแล้ว เส้นทางไฮเวย์เร่ิมต้นจากที่นี่ผ่านเมืองลา เชียงรุ้ง และคุณหมิงบได้เลย รถที่นั่งจากบ่อหานไปเมืองลาเป็นรถตู้วิ่งเข้าหมู่บ้านด้วย ทำให้ได้เห็นความเป็นอยู่ของชาวบ้านเกือบคล้ายๆบ้านเรา ถ้ามองเข้าไปลึกๆแล้วจะเห็นว่ายังไม่สะอาดเท่าบ้านคนไทย เดาๆแล้วห้องน้ำคงแย่กว่า ครัวก็คงคล้ายๆกัน แต่อาคารข้างถนนสูงใหญ่ถ้าเป็นที่ทำการรัฐบาลแล้วใหญ่โตทีเดียว



ด้านหลังเริ่มเห็นสวนยางปลูกเต็มไปหมด หน้าจะมากกว่าปลูกในประเทศไทยสองสามเท่า ไม่เกินสามปีนี้ไทยจะหล่นจากประเทศที่ผลิตยางเป็นอันดับหนึ่งของโลกลงมาเป็น ที่สองอีกแน่นอน คงจะกำหนดราคาขายไม่ได้เหมือนปัจจุบัน ถึงเวลานั้น การผลิตยางพาราแผ่นดิบ จีนจะเป็นผู้กำหนดราคาเอง เพราะมีมากเหลือเกิน ตลอดเส้นทางจะเห็นแต่ยางพาราจากจีนตอนใต้ทั้งแถบไปจนถึงคุนหมิง



นอกจากสวนยางพาราแล้วยังมีกล้วยหอมทองอีกมากมายที่เป็นสินค้าเกษตรส่งออกของ จีน เห็นแล้วเต็มไปหมด ดูเขาตั้งใจปลูกจังเลย ห่อด้วยผ้าพลาสติคสีน้ำเงินทุกต้น ตลอดระยะทางที่รถวิ่งยาวเป็น 100 กิโล จะเห็นสวนยางและไร่กล้วยหอมสลับกันตลอดทาง จนถึงเชียงรุ้ง แต่ราคาที่ซื้อกินที่จุดจอดรถก็ไม่ถูกนะครับ ลูกละ 1 หยวน (5 บาท) รสชาดของกล้วยหอมก็เหมือนบ้านเรานั่นแหละแต่ดูว่าเขาปลูกปราณีตกว่า



[ ผู้โพส : อี๊ด บางพาน - 29/01/2554 - 13:48 ] Guest
ว่าง จากประชุมเดินออกมาเจอเนท ลองใช้เนทที่โรงแรมเล่าเรรื่องของคนอื่นสลับบ้าง ดูอีกมุมของคนอื่น ผ่านด่านเชียงของไปฝั่งบ่อแก้วของประเทศลาวโดยเรือหางยาวผ่านลำน้ำโขงอัน เชี่ยวกราก ต่อจากนั้นคณะจึง แยกกันนั่งรถตู้ จำนวน 5 คัน แวะรับประทานอาหารเที่ยงที่เวียงภูคา ช่วงที่เดินทางผ่านถนนเชื่อมไทย-ลาว-จีน (R3a) ซึ่งช่วงนี้การเดินทางจะผ่านโค้งและผิวถนนซ่อมกันเป็นช่วงๆ น้อยคนที่จะไม่มีอาการเมารถ ซึ่งความเป็นมาของถนนสาย R3 หรือที่เรียกกันติดปากว่า ถนน R3a จากเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว - บ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ระยะทาง 250 กิโลเมตร (กม.) ทราบข้อมูลว่า หจก.แพร่ธำรง วิทย์ ได้ร่วมกับบริษัทน้ำทา ก่อสร้าง จำกัด ของนายคำเพิง ทองซะบา กลุ่มผู้รับเหมาท้องถิ่นของสปป.ลาว เข้าประมูลโครงการรับเหมาก่อสร้างเส้นทางช่วงเมืองห้วยทราย - เวียงภูคา แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ระยะ ทาง 84 กม.และเส้นทางในตัวเมืองบ่อแก้ว - ถนนเลี่ยงเมืองอีก 15 กม. มูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 1,086 ล้าน บาทซึ่งเป็น 1 ใน 3 ส่วนของถนน R3a ตลอดทั้งสาย ภายใต้การสนับสนุนด้านงบประมาณจากสำนักงานความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.)ขณะที่ถนน R3a ช่วงที่ 2 จาก กม.ที่ 84-260.8 (เวียงภูคา แขวงบ่อแก้ว - บ้าน Nam Lung แขวงหลวงน้ำทา) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่บริษัทนวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างนั้น ส่วนถนนช่วงที่ 3 หรือแพกเกจ C ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลจีน จากบ้าน Nam Lung - บ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา (ชายแดน สปป.ลาว-จีน) หรือจาก กม.160.8 - 228.3 ที่กลุ่มผู้รับเหมาจากจีน เมื่อถนนเส้นนี้เสร็จสมบูรณ์ทั้ง 3 ช่วง จะทำให้การ เดินทางจากเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว (ชายแดนติดกับ อ.เชียงของ จ.เชียงราย - เมืองบ่อเต็น แขวง หลวงน้ำทา ติดกับ Mohan เขตเมืองลา สิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน จีน) ใช้เวลาเดินทางเพียง 5-6 ชั่วโมงเท่านั้น จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 1-2 วัน หลังจากถนน R3a เสร็จสมบูรณ์ ในอนาคตก็จะเชื่อมต่อกับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ภายใต้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท ที่ไทย-จีน ตกลงที่จะ สนับสนุนฝ่ายละ 50% ซึ่งขณะนี้ได้กำหนดจุดก่อสร้างแล้วโดยฝั่ง สปป.ลาว จะอยู่ที่บริเวณบ้านดอนขี้นก (กม.9) เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ฝั่งไทยจะอยู่บริเวณบ้านดอนมหาวัน ต.ศรีดอนชัย อ.เชียงของ จ. เชียงราย ***งจากตัวเมืองเชียงของประมาณ 10 กม.เศษ ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี หากสะพานแห่งนี้แล้วเสร็จ เชื่อมต่อเข้ากับถนน R3a จะทำให้การค้าชาย แดนที่เชียงของ คึกคักขึ้นอย่างมาก เพราะจีนมุ่งที่จะขนส่งสินค้าตามถนนR 3 a อันเป็นถนนเชื่อมคุนหมิง- กรุงเทพ กว่าพวกเราจะเดินทางไปถึงบ่อเต็นก็บ่ายสองกว่าแล้ว ต้องไปรอเช็คชื่อตรวจวีซ่าผ่านด่านโมฮันเข้าจีนอีกชั่วโมงกว่าเพราะเป็นวัน หยุดยาวนักท่องเที่ยวมากจริงๆ เราไปถึงจิงหง ประมาณ ทุ่มหนึ่งพอดี รับประทานอาหารเย็นแล้วเข้าพักที่โรงแรมไทการ์เดนท์ ซึ่งใช้เวลาเดินทางออกจากกลางเมืองราว 2 กิโลเมตร


มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รับการขนานนามว่า "ดินแดนแห่งความลี้ลับ" เพราะเป็นแหล่งรวมความงามทางธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ตลอดจนเรื่องเล่าที่เต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์
ทางใต้สุดของมณฑล เป็นที่ตั้งของเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา หรือสิบสองพันนา (ภาษาจีนออกเสียง ฉีฉ่วงบั่นนา) มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐฉาน ประเทศพม่า เดียนเบียนฟู ของเวียดนาม และแขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว ถัดจากลาวลงมาก็คือประเทศไทยความสำคัญของสิบสองปันนาด้านหนึ่งคือเป็นเขต ปกครองตนเองของชาวไทลื้อหรือไตลื้อไทลื้อแห่งสิบสองปันนา มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง (จีนเรียก จิ่งหง) เมืองนี้แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านคือ แม่น้ำหลานชาง หรือแม่น้ำล้านช้าง ซึ่งก็คือแม่น้ำโขงนั่นเอง
หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ระบุว่า ชาวไทลื้อดำรงความเป็นชนชาติมานานกว่า 2,000 ปี แต่อาณาจักรใหญ่ของพวกเขาสถาปนาขึ้นช่วงก่อนหน้าอาณาจักรสุโขทัยเมื่อประมาณ 800 ปี พงศาวดารกล่าวว่า "ขุนเจือง" หรือพญาเจื่อง คือพระเจ้าแผ่นดินของไทลื้อพระองค์แรก เถลิงพระนามเป็นสมเด็จพระเจ้าหอคำรุ่งเรืองที่ 1 ทรงรวบรวมไทลื้อกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยให้เป็นปึกแผ่น มีศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง มีนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา ศิลปวัฒนธรรมของตัวเอง ประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นต่อจีนแต่ด้วยความที่ เป็นแคว้นเล็ก อาณาจักรเชียงรุ่งจึงมักถูกรุกรานและยึดครองจากอาณาจักรอื่นรอบด้าน ทั้งจีน พม่า และล้านนา ก่อนจะถูกผนวกเป็นของอาณาจักรจีนเมื่อพ.ศ.1835ชื่อเรียก สิบสองปันนา หรือ สิบสองพันนา มีที่มาจากช่วงที่พม่าเข้ายึดครอง และแบ่งดินแดนออกเป็น 12 เมือง เพื่อสะดวกต่อการเรียกเก็บภาษีอากร 12 หัวเมืองของสิบสองปันนา ได้แก่ เมืองฮาย ม้าง หุน แจ้ ฮิง ลวง อิงู ลา พง อู่ เมืองอ่อง และเชียงรุ่ง แต่ละเมืองครอบครอง 1 พันนา (หรือที่นา 1 พันผืน) จึงเรียกขานว่าเมืองสิบสองปันนาตั้งแต่นั้น คำว่าเชียงรุ่ง แปลความหมายได้ว่าเมืองแห่งรุ่งอรุณ มาจากเรื่องราวในพุทธตำนานของชาวไทลื้อ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์ยังดินแดนริมฝั่งแม่น้ำโขงของชาวไท ลื้อ เป็นเวลารุ่งเช้าพอดี ชาวไทลื้อจึงเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า "เชียงรุ่ง" หรือตามสำเนียงไทลื้อว่า "เจียงฮุ่ง"

 

วัดหลวงเมืองลื้อ สิบสองปันนา ซึ่งบริษัทพัฒนาการท่องเที่ยวหยวนห้าว จำกัด สิบสองปันนา ยูนนาน ได้ทุ่มเงินลงทุนเองถึง 350 ล้านหยวน เพื่อสร้างวัดนิกายหินยานหรือเถรวาท และพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดในแถบนี้ มาตั้งแต่ปี 2548 สืบเนื่องจากตระหนักดีว่าศาสนาพุทธนิกายเถรวาทมีประวัติอันยาวนานในสิบสอง ปันนาพอๆ กับในแถบเอเชียอาคเนย์ เช่นไทย ลาว กัมพูชา พม่า การสร้างวัดหลวงเมืองลื้อ แบ่งการสร้างออกเป้นหลายเฟส สถานที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นที่แสดงวัฒนธรรมทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมพื้น เมืองที่ตกทอดมาช้านานแล้ว ยังจะเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยศาสนาพุทธสิบสองปันนา เพื่อใช้เป็นที่ศึกษาวิจัยศาสนาพุทธนิกายเถรวาท และท้ายสุด จะเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมศาสนาพุทธนิกายเถรวาท อีกทั้งยังเป็นสถานที่ชาวไต หรือไทลื้อในแถบเอเชียอาคเนย์ได้สืบค้นเรื่องราวบรรพบุรุษของตัวเองได้ นอกเหนือจากที่สามารถสืบค้นจาก "ชุมนุมพระคัมภีร์อักษรธรรมใบลาน" ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ใบลานของนิกายเถรวาทที่มีอยู่อย่างแพร่หลายตามวัดวาอาราม ในสิบสองปันนา ที่ได้รับการรวบรวมชำระขึ้นเป็นครั้งแรกและเป็นครั้งที่ครบถ้วนที่สุด แล้วพิมพ์เป็นอักษรไทลื้อเก่า ไทลื้อใหม่ ภาษาจีนและภาษาอังกฤษ รวม 6 ภาคแต่ที่แน่ๆ ก็คือ เชื่อว่าวัดหลวงเมืองลื้อจะเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อของสิบ สองปันนาในอนาคต ไม่ใช่สำหรับชาวพุทธนิกายเถรวาทเพียงอย่างเดียว อันเนื่องจากวัดนี้ได้สร้างอย่างสวยงามบนเนื้อที่หลายพันไร่ริมเชิงเขา โดยผสมผสานศิลปะพุทธทั้งหินยาน มหายาน และทิเบต รอบๆ วัดจะมีท้าวจตุรบาลแบบจีนยืนตระหง่านอยู่สุดเชิงบันไดนาค ตรงกลางของที่พักช่วงแรกเป็นที่สถิตของพระพรหมสี่หน้าองค์ทองอร่าม ถัดขึ้นไปพระพุทธรูปปางประสูติ ซึ่งเป็นรูปปั้นเด็กมีเพียงผ้าคลุมกายพองาม ประทับยืนชี้นิ้วชี้ขึ้นฟ้าและลงดิน เหมือนกับเป็นปริศนาธรรมให้ขบคิด ในส่วนของตัวโบสถ์ได้สร้างด้วยศิลปะผสมผสานกันระหว่างไทลื้อ พม่า ลาว แถมยังมีลวดลายคล้ายลายประจำยามและลายขนดแบบของไทยสอดแทรกอยู่ ภายในเป็นจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่เล่าเรื่องพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติเรื่อย ไปจนถึงปรินิพพาน หลังจากชมวัดเสร็จแล้งก็ลงมาชมการแสดงของชาวพื้นเมือง มีการสาดน้ำสงกรานต์ให้ดูด้วย จากนั้นก่อนขึ้นรถบัสกลับ ทางคณะก็ได้เข้าชมเครื่องประดับจากคริสตัล





วัด หลวงเมืองลื้อ สิบสองปันนา ซึ่งบริษัทพัฒนาการท่องเที่ยวหยวนห้าว จำกัด สิบสองปันนา ยูนนาน ได้ทุ่มเงินลงทุนเองถึง 350 ล้านหยวน เพื่อสร้างวัดนิกายหินยานหรือเถรวาท และพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดในแถบนี้ มาตั้งแต่ปี 2548 สืบเนื่องจากตระหนักดีว่าศาสนาพุทธนิกายเถรวาทมีประวัติอันยาวนานในสิบสอง ปันนาพอๆ กับในแถบเอเชียอาคเนย์ เช่นไทย ลาว กัมพูชา พม่า การสร้างวัดหลวงเมืองลื้อ แบ่งการสร้างออกเป้นหลายเฟส สถานที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นที่แสดงวัฒนธรรมทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมพื้น เมืองที่ตกทอดมาช้านานแล้ว ยังจะเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยศาสนาพุทธสิบสองปันนา เพื่อใช้เป็นที่ศึกษาวิจัยศาสนาพุทธนิกายเถรวาท และท้ายสุด จะเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมศาสนาพุทธนิกายเถรวาท อีกทั้งยังเป็นสถานที่ชาวไต หรือไทลื้อในแถบเอเชียอาคเนย์ได้สืบค้นเรื่องราวบรรพบุรุษของตัวเองได้ นอกเหนือจากที่สามารถสืบค้นจาก "ชุมนุมพระคัมภีร์อักษรธรรมใบลาน" ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ใบลานของนิกายเถรวาทที่มีอยู่อย่างแพร่หลายตามวัดวาอาราม ในสิบสองปันนา ที่ได้รับการรวบรวมชำระขึ้นเป็นครั้งแรกและเป็นครั้งที่ครบถ้วนที่สุด แล้วพิมพ์เป็นอักษรไทลื้อเก่า ไทลื้อใหม่ ภาษาจีนและภาษาอังกฤษ รวม 6 ภาคแต่ที่แน่ๆ ก็คือ เชื่อว่าวัดหลวงเมืองลื้อจะเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อของสิบ สองปันนาในอนาคต ไม่ใช่สำหรับชาวพุทธนิกายเถรวาทเพียงอย่างเดียว อันเนื่องจากวัดนี้ได้สร้างอย่างสวยงามบนเนื้อที่หลายพันไร่ริมเชิงเขา โดยผสมผสานศิลปะพุทธทั้งหินยาน มหายาน และทิเบต รอบๆ วัดจะมีท้าวจตุรบาลแบบจีนยืนตระหง่านอยู่สุดเชิงบันไดนาค ตรงกลางของที่พักช่วงแรกเป็นที่สถิตของพระพรหมสี่หน้าองค์ทองอร่าม ถัดขึ้นไปพระพุทธรูปปางประสูติ ซึ่งเป็นรูปปั้นเด็กมีเพียงผ้าคลุมกายพองาม ประทับยืนชี้นิ้วชี้ขึ้นฟ้าและลงดิน เหมือนกับเป็นปริศนาธรรมให้ขบคิด ในส่วนของตัวโบสถ์ได้สร้างด้วยศิลปะผสมผสานกันระหว่างไทลื้อ พม่า ลาว แถมยังมีลวดลายคล้ายลายประจำยามและลายขนดแบบของไทยสอดแทรกอยู่ ภายในเป็นจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่เล่าเรื่องพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติเรื่อย ไปจนถึงปรินิพพาน หลังจากชมวัดเสร็จแล้งก็ลงมาชมการแสดงของชาวพื้นเมือง มีการสาดน้ำสงกรานต์ให้ดูด้วย จากนั้นก่อนขึ้นรถบัสกลับ ทางคณะก็ได้เข้าชมเครื่องประดับจากคริสตัล



ต่อด้วยการเที่ยวชมสวนม่านทิงห่างงจากตัวเมืองเชียงรุ่งประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นสวนโบราณของพระราชวังกษัตริย์ในอดีต มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,300 ปี ถูกทิ้งร้างมานาน ก่อนได้รับการฟื้นฟูเมื่อปี พ.ศ.2523

เครื่องใช้ในครัวเรือนของเผ่าอาข่า
เมื่อเข้ามาในสวนสิ่งแรกที่สะดุดตาคือ รูปปั้นทองสำริดเต็มตัวสูง 3.2 เมตร ของ นายโจวเอินไหล อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ในชุดพื้นเมืองชนชาติไต เพื่อเป็นที่ระลึกในการที่ท่านเข้าร่วมงานเทศกาลสงกรานต์ของชนชาติไตที่สวน สาธารณะแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2504 นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีท่านนี้ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาข้อ พิพาท แนวชายแดนของสิบสองปันนากับรัฐฉานของประเทศพม่าด้วย ด้านซ้ายของ รูปปั้นมีต้นไทร 2 ต้น ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงปลูกเอาไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์อันดีของไทยและจีน ที่สวนแห่งนี้ยังมีลานแสดงช้าง นกยูง และยังมีวัดพุทธศาสนาอยู่ติดกับสวน มีกลุ่มเจดีย์ขาว 9 ยอดตามแบบฉบับสิบสองปันนาให้ชม ที่นี่ยังถือเป็นศูนย์กลางการเพาะพันธุ์นกยูงของสิบสองปันนาอีกด้วย ในสวนมีนกยูงมากกว่า 2,000 ตัว


สำหรับการโชว์เมืองพาราณสี เป็นการนำเสนอถึงพระพุทธศาสนาที่เดินทางเข้ามาถึงเมืองสิบสองปันนา การแสดงงานประเพณีสงกรานต์ และการโชว์ถึงวัฒนธรรมชนเผ่าต่างๆมากมาย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองสิบสองปันนา ดูสวยงามและอลังการครับ สำหรับราคาค่าเข้าชม 120 - 160 หยวน หากใครไปถึงเมืองเชียงรุ่งแล้วไม่ได้ดูชุดแสดงเมืองพาราณสีแล้ว คงบอกได้คำเดียวว่ามาไม่ถึงเมืองสิบสองปันนาครับ... ก่อนที่จะเข้าไปชมภายในโรงละคร ก็มีการแสดงเรียกน้ำย่อยที่หน้าโรงกันก่อน มีการแสดงวัฒนธรรมประเพณีและวีถีชีวิตของชนเผ่าต่างๆ สาวๆนักแสดงก็แต่งชุดเอวลอย โชว์สะดือกันเต็มที่

ปัจจุบันจีนปลูกยางพารา ในมณฑลยูนนาน โดยเฉพาะที่แคว้นสิบสองปันนามีถึงประมาณ 6.9 ล้านมู่สอบถามเจ้าของสวนยางที่นี่บอกว่า 1 มู่ปลูกยางได้ 30 ต้น(ข้อมูลจากนายปรีชา เพชรมาลาอดีตรอง ผอ.สกย.ระบุว่า 2.5 มู่เท่ากับ 1 ไร่ ) และกรีดได้แล้วราว 2.36 ล้านมู่ ตลอดสองข้างทางตั้งแต่เราเดินทางผ่านด่านโมฮันจนถึงเมืองเชียงรุ่งหรือสิบ สองปันนา ลอดอุโมงค์ถึง 32 แห่ง และที่ยาวสุดประมารเกือบ 4 กิโลเมตรแต่เพื่อการประหยัดจีนจะไม่ค่อยเปิดไฟในอุโมงค์

น้องมุก นักศึกษาฝึกงานสาขาการท่องเที่ยว และอ้ายแก้ว เป็นไกด์ดูแลคณะแนะนำตลอดการเดินทางในจีน
เมื่อมองทัศนียภาพทั้งสองฝากฝั่งถนนสวยงามมาก เต็มไปด้วยขุนเขาใหญ่น้อย ภูเขาทุกลูกถูกเนรมิตรเป็นสวนยางพาราแม้กระทั่งบนยอดเขาสูงลิบๆ จะมองเห็นแนวต้นยางสูงชะลูดอยู่ทั่วทุกหนแห่งและจะปลูกบนพื้นที่สูงชันและมี การขุดขั้นบันไดเรียบร้อย โดยรัฐบาลจะให้แบ่งพื้นที่ปลูกยางกันเองตามจำนวนครอบครัวในแต่ละหมู่บ้านจะ แบ่งกันได้ครอบครัวละ 600 ต้น ในแถบหมูบ้านจะปลูกอยู่ติด ๆ กับสวนกล้วยในไร่นา หรือแม้กระทั่งรอบ ๆ บ้านของชาวนา แทนที่ต้นไผ่ กลายเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงลักษณะเฉพาะของภูมิทัศน์ท้องถิ่นที่นี่ การกรีดยางจะใช้มีดเก๊าท์ ใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวัน และมีการจำหน่ายเป็นน้ำยางสดตอน 10.00 น. ในแต่ละวัน ตรงจุดรับซื้อในหมู่บ้านจะมีการแบ่งกรีดวันละครึ่งสวนทำให้กรีดยางได้ทุกวัน มีรายได้วันละประมาณ 400 -500 หยวนต่อครอบครัว เพื่อให้บริษัทที่รับซื้อจะนำไปผลิตยางแท่งต่อไป




มีดกรีดยางในสิบสองปันนา คุยแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำสวนยางกับชาวไทลื้อ ที่เมืองหล้า
และขณะนี้บริษัทเอกชนในจีนยังมีการสนับสนุนให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ส.ป.ป.ลาว ที่ปลูกขนาบเส้นทางถนนสาย อาร์ 3 เอ ตั้งแต่เมืองห้วยทรายตรงกันข้ามกับ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ในรัศมี 10 กิโลเมตร ของสองฟากถนน จนถึงเมืองบ่อเตน จ.หลวงน้ำทา ติดชายแดนระยะทางกว่า 250 กิโลเมตร ประมาณการว่าลาวปลูกยางพาราถึงหลักล้านไร่ โดยจีนจะเป็นผู้รับซื้อทั้งหมด จีนดีกว่าของไทยในเรื่องการดูแลรักษาต้นยางค่อนข้างมีความเข้มงวด มีระเบียบ มีกฎเกณฑ์ที่จะกรีดยาง เช่น เมื่อไรมีอากาศร้อนเกินไป อากาศหนาวเกินไป เกษตรกรชาวจีนจะหยุดกรีดยางทันที เมื่อมีโรคระบาดรัฐบาลจีนจะเข้ามาดูแลทันที แต่ถ้าในพื้นที่การปลูกไม่น่าห่วง เพราะจีนมีพื้นที่มีจำกัด

รถตู้ถึงเมืองลาเกือบบ่ายโมง เดินหาโรงแรมเพื่อจะอาบน้ำก่อนออก city tour เดินไปกลับสองรอบบริเวณท่ารถ พบโรงแรมสามดาวหลายชั้นลองถามราคาดู ใช้ภาษาใบ้ให้เขียนราคาให้ดู 80 หยวน แพงไปหน่อย ถ้า 60 หยวน ก็จะพัก 400 บาท ยังไม่สู้ 300 ต่อคืนพอได้ลองนอนสักคืน เดินออกมาเห็นรถเมล์วิ่งผ่าน ก็เลยกระโดดขึ้นไป city tour ก่อนจะได้มองหาโรงแรมไปด้วย ใกล้ตลาดเข้าเริ่มเห็นโรงแรมบ้างแล้ว เลยไปก่อนกะว่าจะนั่งจนสุดสายเดี๋ยวค่อยย้อนกลับมาพักโรงแรมตามที่หมายตาเอา ไว้ นั่งรถจนสุดสายได้ยินเสียงบ้งเบ้งลั่นรถ หันไปดูใครวะเสียงดัง ที่แท้คนขับรถเตือนให้ไปหยอดเงินค่ารถ 1 หยวน เราก็พยักหน้า ล้วงเงินใส่ในตู้หน้ารถใกล้คนขับ ขากลับนั่งจนใกล้โรงแรมเฆ็นภาษาไทยใหญ่ก็พอเดาได้ ค่าที่พักแค่ 40 หยวนเอง และค่ามัดจำกุญแจอีก 50 หยวน ต้องเก็บใบเสร็จให้ดี วันเช็คเอาท์จะเบิกเงินตืนไม่ได้

กว่าจะคุยกับซิ้มคนดูแลโรงแรมรู้เรื่องด้วยภาษาใบ้นานโขทีเดียว สรุ)ให้แกพาไปดูห้องดีกว่า วันนี้อากาศดีมาก อาบน้ำไม่ต้องใช้น้ำอุ่นเลยกำลังสะบาย คิดว่าเดี๊ยวอาบน้ำเสร็จแล้วจะเดินเล่นเที่ยวเมืองอีซักรอบหนึ่ง ถ่านรูปห้องพักราคา 40 หยวนมาให้ดู พอพักได้ ที่นอนสะอาด ห้องน้ำไม่เหมือนเมืองจีนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

อาบน้ำเสร็จแล้ว สดชื่นขึ้นมาอีกหน่อย เตรียมตัวเดินต่อกะว่าจะเดินรอบๆเมืองเพื่อรอเวลาเย็น นึกขึ้นได้ว่าเราก็มีสวนยางพารามาก มีโอกาสน่าไปชมสวนยางรอบเมือง ว่าเขากับเราอาชีพเดียวกันมีอะไรแตกต่างกันบ้าง ออกเดินสักพักเห็นหลายคนนุ่งผ้าถุงเหมือนคนบ้านเรา ลองพูดภาษาอิสานกับเขาน่าจะรู้เรื่องบ้าง มีแม่ค้าขายข้าวโพดต้มข้างทางเดินหน้าตลาด เลยถามเขาว่า

" บ้านอยู่ใสครับ ไกลบ่ "ลองพูดดูเผื่อสื่อสารกันได้

"บ่ไกล 2 หลัก" แปลว่า ไม่ไกล 2 ก.ม. เสียงเหมือนคนอีสานเลยฟังไม่ยาก

"ข่อยไปยามบ้านเจ้าได้บ่อ ข่อยเป็นไทเมืองหลวง เพิ่งมาถึง บ้านเจ้าเห็จสวนยางบ่ บ้านข่อยเห็จสวนยางหลายอยากซิเบิ่งหน่อย ว่าเหมือนกันบ่"

ได่ รอบ่าวจักหน่อย เดี๊ยวมา"

เราาก็คุยไปเรื่อยเรื่องปลูกข้าวโพดข้าวเหนียว ซื้อมาชิมดูไม่อร่อยเหมือนเมืองไทย เพราะไม่ไส่เกลือลงไปต้มด้วย ข้าวหลามก็ซื้ออมาชิม เป็นกระบอกเล็กๆยาวๆ ไม่มีรสมีชาด ใส่กะทิ เกลือ และน้ำตาลหรือเปล่าก็ไม่รู้ จืดๆ เหนียวๆเท่านั้น ชิมคำแรกคำเดียวเลิกไม่อร่อย แต่แตงโมกับแตงแคนตาลูปอร่อยกว่าเมืองไทย

รอสักพักหนึ่ง เด็กหนุ่มขับมอเตอร์ไซค์มาจอด ถามว่าทำไมไม่ใช้รถไฟฟ้า อ้ายหนุ่มตอบว่าบ้านอยู่ไกลขับรถไฟฟ้าลำบากเพราะต้องขึ้นเขาด้วย จำเป็นต้องใช้รถเครื่อง นั่งเกาะท้ายรถเครื่องไปสักพักหนึ่ง ถึงสวนยางพารา เดินดูก็ไม่ต่างจากของเรา แต่วิธีกรีดยางแตกต่างจากเราเพราะมีดที่ใช้ไม่ใช่มีดเจ๊ะบงที่บ้านเรานิยม ใช้ ของเราใช้วิธีลากเข้าหาตัวแล้วซอยเบาๆ แต่ของเขาใช้มีดชนิดดันออกไปข้างหน้า คิดว่าน่าจะสิ้นเปลืองเปลือกยางมากกว่าบ้าานเรา ทุกต้นก็จะสวมหมวกยางให้ด้วย แสดงว่าฝนตกบ่อย ครั้งละหลายวันจนต้องใส่หมวก วันฝนตกก็กรีดยางได้
 


กลับจากสวนยางจ่ายค่าน้ำมันรถไป 10 หยวน กะว่าตอนเย็นจะหลอกโชเฟอร์รถมอเตอร์ไซค์มานั่งกินเบียร์ด้วย แล้วจะชวนให้เป็นไกด์พาไปเที่ยวตอนมืด ไม่สำเร็จ นัดแล้วไม่มา อากาศเริ่มเย็น น่าจะประมาณ 10 องศา ทำตัวเป็นพญาน้อยชมตลาด ก็ได้บรรยากาศอีกแบบ เดินจนรอบเห็นอาหารยอดฮิตของไทใหญ่ ก็คือบรรดาจิ้ม ย่างเป็นไม้เหมือนลูกชิ้นปิ้ง นิยมที่สุด



หันรีหันขวางไม่รู้จะจัดการตัวเองอย่างดีไรคืนนี้ เดินออกมานอกตลาด ลองชิมเบียร์จีนสักขวด ขวดละ 3 หยวน 15 บาทเอง อ่านข้างขวด 10 ดีกรี พอผ่านลิ้นก็รู้เลยไม่ 10 ดีกรีแน่ น่าจะไม่เกิน 3 ดีกรี เดินผ่านร้านปิ้งย่าง แมุค้าแต่งตัวเหมือนไทใหญ่ ลองคุยดูได้มาหลายเรื่อง ถามไปตอบได้ชบ้ารบงไม่ได้บ้าบง บังเอผผฺญมีลูกค้า คุยผสมโรงด้วย ๆได้ความว่าเป็คนลาว ข้ามมาเพื่อซื้อสินค้า จากจีนเอาไปขายที่ลาว โดยใส่คอนเทนเนอร์ไปลาว


[ ผู้โพส : อี๊ด บางพาน - 20/02/2554 - 18:52 ] Guest
หยุดเขียนไปหลายวันยุ่งๆกับงานที่ทำอยู่หลายเรื่อง วันนี้ว่างากเรียนแล้วคงมีเวลาคุยต่อ ถึงไหนแล้วล่ะ

กลับมาถึงห้องพัก เตรียมเช็คเอ้าท์ ดเก็บของเตรียมเดินทางต่อไปเมืองเชียงรุ้ง(จิงหง) หรือที่เราเรียกว่าสิบสองปันนา

มาอ่านประวติเมืองเชียงรุ้งกันดีกว่า

• สิบสองปันนา
• ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ทางใต้สุดมณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
• สิบสองปันนา หรือ สิบสองพันนา หรือชื่อเต็มว่า เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา มีความหมายคือ 12 เมือง มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง ซึ่งในอดีตเป็นเมืองของชาวไทลื้อ
ภูมิประเทศ
• เขตปกครองตนเองพิเศษสิบสองปันนามีเนื้อที่ประมาณ 19,700 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตติดกับแขวงหลวงน้ำทา แขวงพงสาลี ของประเทศลาวและรัฐฉาน ของประเทศพม่า โดยมีแม่น้ำโขงไหลผ่านตอนกลาง
ประวัติเมืองสิบสองปันนา
• เมืองสิบสองปันนานั้นได้เป็นราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ่ง เมื่อประมาณ 830 ปีก่อน โดยพญาเจืองหรือสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 1
อาณาจักรสิบสองปันนาเริ่มเป็นปึกแผ่นและแผ่ขยายอาณาเขตมากที่สุดในยุค ท้าวอินเมือง สามารถขยายอาณาเขตเข้าไปยึดถึงเชียงตุง เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) เชียงแสน ล้านช้าง จึงเป็นเหตุให้การอพยพชาวไทลื้อจากเชียงรุ่งและอีกหลายหัวเมืองเข้าไปสู่ดิน แดนดังกล่าว เพื่อเข้าไปตั้งชุมชนปกครองหัวเมืองประเทศราช
• สิบ สองปันนาดำรงความมั่นคมเฟื่องฟูอยู่ 100 กว่าปี ก็ถูกรุกรานโดยชาวมองโกลและตกอยู่ในการปกครองของจีนในปี พ.ศ.1833 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อจากชื่อภาษาไทลื้อมาเป็นภาษาจีนและเจ้าผู้ครองนครชาวไท ลื้อถูกเรียกว่าเจ้าแสนหวีฟ้า
• หลังจากที่พม่าได้ก่อตั้งอาณาจักรตองอูและขยายอาณาเขตของตนไปทางตะวันออก พม่าได้ยึดเมืองสิบสองปันนา จากนั้นจึงได้แบ่งเมืองสิบสองปันนาออกเป็น 12 หัวเมือง ได้แก่ เมืองฮาย เมืองม้าง เมืองหุน เมืองแจ้ เมืองฮิง เมืองลวง เมืองอิงู เมืองลา เมืองพง เมืองอู่ เมืองอ่อง และ เมืองเชียงรุ่ง จึงเรียกเมืองเหล่านนี้รวมกันว่า สิบสองปันนา และในช่วงสมัยนี้เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมพม่าและพระพุทธศาสนาได้เข้าแผ่ขยาย เข้าไปในเขตสิบสองปันนา
สมัยรัตนโกสินทร์
• ใน สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หลังจากพระองค์ได้ส่งทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ และ อาณาจักรล้านนา จากพม่าแล้ว พระองค์ได้โปรดให้พระเจ้ากาวิละเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองเชียงรุ่งและกวาดต้อน พลเมืองชาวไทลื้อในสิบสองปันนา ไทลื้อเมืองพน เมืองหย่วน เมืองล่า ชาวไทขึนและชาวไทใหญ่จากเมืองเชียงตุง มาอยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และน่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรียกกันว่ายุค "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" อันเป็นวิธีฟื้นฟูอาณาจักรล้านนา เพราะในช่วงก่อนนั้นพม่าได้กวาดต้อนชาวล้านนาไปอยู่ที่ พุกาม และ มัณฑะเลย์ ไปจำนวนมาก
• เชียงรุ่งถูกยื้อแย่งดึงโดยอาณาจักรใกล้เคียงไปมาอยู่ไม่นาน กระทั่งยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมในช่วงรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส เข้ามาขีดเขตอำนาจของตนให้พม่าไปอยู่กับอังกฤษ สิบสองปันนาอยู่กับจีน เชียงตุงไปกับพม่า และฝรั่งเศสคุมลาว กัมพูชาและเวียดนาม
• ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองเชียงรุ่งถูกยุบจากเมืองหลวงเป็นแค่หัวเมืองและเจ้าปกครองนครทั้งหลาย ก็ถูกปลด ในปัจจุบันคนที่มีแซ่เต๋าก็คือเชื้อเจ้าในสิบสองปันนาที่เคยครองเมืองทั้ง หลายเหล่านี้


• สิบสองปันนา เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ด้วยตั้งอยู่ตรงกลางที่ลุ่มหุบเขาริมแม่น้ำโขง ซึ่งชาวไทลื้อเรียกว่า แม่น้ำล้านช้าง ชาวจีน เรียกว่า แม่น้ำหลันช้าง หรือ หลันชาง หรือ หลันชางเจียง สิบสองปันนา มีสภาพภูมิอากาศแบบป่าฝนเขตร้อน มีฝนตกชุก ไม่มีหิมะตก อากาศไม่หนาวเย็นจนเกินไป ผืนดินจึงอุดมไปด้วยป่าไม้เขตร้อน มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีความเขียวขจีตลอดทั้งปี ในผืนป่าก็อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าอย่างช้างและนกยูง ที่เป็นเสมือนสัตว์สัญลักษณ์ของสิบสองปันนา ซึ่งดินแดนอื่นในประเทศจีนอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีสภาพความอุดมสมบูรณ์เช่น นี้ สิบสองปันนาจึงเป็นแหล่งปลูกข้าว อ้อย ยางพารา กาแฟ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ส่งขายไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศจีน สิบสองปันนาได้รับสมญานามว่าเป็นอาณาจักรแห่งต้นไม้ เป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของมณฑลยูนหนาน และเป็นดินแดนหนึ่งที่รัฐบาลจีนภาคภูมิใจเพราะทำให้จีนได้ชื่อว่ามีผืนแผ่น ดินอันกว้างใหญ่ไพศาล มีสภาพภูมิประเทศและผืนป่าครบ ตั้งแต่ดินแดนน้ำแข็งแบบขั้วโลกจนถึงป่าเขตร้อนเหมือนเช่นแถบเส้นศูนย์สูตร อย่างผืนป่าสิบสองปันนา

ระหว่างทางที่ผ่านมาพบแต่สวนยางพารา และสวนกล้วยหอมทองเต็มไปหมด ถนนที่ทางการจีนตัดใหม่จะเป็นซุปเปอร์ไฮเวย์จนถึงเมืองคุนหมิง ตลอดระยะทางมีแต่ภูเขา บางช่วงก็ต้องเข้าอุโมงค์ลอดภูเขา นับได้เป็นสิบๆอุโมงค็์เลยทีเดียว เดินทางออกจากเมืองลาตอนเที่ยง ด้วยรถตู้ประจำทาง รับส่งผู้โดยสารตลอดทาง


ออกจากร้านทำผม ข้ามถนนถึงโรงแรมพอดี เช็คเอ้าท์เก็บของเตรียมเดินทางไปเมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา หรือคนจีนเรียกว่าเมืองจิงหง นั่งรถตู้เหมือนเดิม ถ้าเอารถไปก็ไม่ต้องแวะรายทาง ถนนดีมากแต่รถตู้อยากได้ลูกค้าจำเป็นต้องนั่งตามเขา ตลอดทางจะมองเห็นบ้านที่ปลูกสไตย์ไทยและจีนปนกัน รถตู้ต้องขับปีนเขาคงจะเหมือนกับเส้นทางเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ไต่เขาและเลี้ยวตามถนนที่สร้างบนภูเขา ประมาณ 4 ช.ม. ก็ถึงเมืองเขียงรุ้ง ลงจากรถแบกเป้เดินหาโรงแรม ต้องสังเกตุให้ดี เมืองนี้ยังคงใช้ภาษาไทยใหญ่ และจีนปนกัน บ้านเมืองเริ่มหนาแน่นมากขึ้น ถนน รถมากขวักไขว่เต็มไปหมด ออกจากท่ารถระหว่างจังหวัด บ่ายกว่าเเล้วหิวข้าวมากเดินหาโรงแรมเกือบครึ่งชั่วโมง ริมถนนหาไม่เจอ ถ้าอ่านภาษาจีนออกคงหาได้นานแล้ว ตัดสินใจเดินเข้าซอยหาข้าวกินก่อน พบร้านขายข้าวแกงพอดี สั่งข้าวราดแกงหลายอย่าง หมดไป 70 กว่าบาท พอรับได้ แต่ไม่อร่อย เค็มๆมันๆจืดๆก้ต้องทน


ทานข้าวมื้อกลางวันอิ่มแล้ว เข้าที่พัก อาบน้ำอาบท่า วางแผนต่อว่าจะเที่ยวไหนดี?

อันดับแรกนั่งรถรถเมล์เพื่อสำรวจเส้นทางเป็น city tour ค่ารถ 1 หยวน ตลอดสาย คันที่นั่งสาย 2 นั่งรถไปเรื่อยๆ สุดทางแล้วนั่งกลับมันต้องมาที่เดิมไม่หลงแน่ เพราะเป็นรถประจำทาง พอสุดทางนั่งรอผู้โดยสารต้นทางขึ้นรถ ก่อนรถออก มีผู้โดยสารคนสุดท้ายขึ้นรถมา หิ้วกระเป๋ารุงรัง นั่งข้างหน้าเรา หน้าตาดูดีด้วย เราก็ยิ้มให้ พร้อมทั้งหันมาถามเราว่า
"คนไทยบ่ มาจากที่ได๋" ยิ้มตอบให้เราด้วย
"ข่อยเป็นไทยเมืองหลวง มาแต่กรุงเทพฯ" เราก็ทำมาดพระเอก เผื่อจะมีเพื่อนใหม่ ทำความรู้จักไว้ไม่เสียหลาย

ได้ความว่าสาวเจ้าเป็นไทลื้อ ทำงานเป็นคนขายเครื่องสำอางค์ ระบบ MLM กำลังเดินทางกลับศูนย์ อยู่กลางใจเมือง ที่ศุนย์การคือชื่อ "สววรค์" กำลังหาเพื่อนและหาที่เที่ยวอยู่ เลยถามว่าไปเที่ยวที่ทำงานด้วยได้ไหม? เอื้อย(ชื่อของหล่อน) ตอบว่าได้ แค่นี้เราก็มีเพื่อนแล้ว จากนั้นเราก็ตามไปดูการทำงานของพวกสาวๆ B.A.ขายเครื่องสำอางค์ MAYRY KAY เป็นเครื่องสำอางค์ประเทศมาเลเซียเข้ามาทำตลาดในจีนนานแล้ว เราน่าจะเอาเครื่องสำอางค์ไทยไปทำตลาดในจีนบ้างนะ เผื่อจะรวยกับเขาบ้าง(ได้แต่คิด...คงไม่ทำหรอกเดี๋ยวไม่ได้เที่ยวอย่างนี้ อีก)

หลังจากที่แนะนำให้รู้จักเพื่อนร่วมงาน เอื้อย.... พาไปทานอาหารเย็นในศูนย์อาหาร เรายังอิ่มอยู่ก็เลยสั่งกาแฟแทน มื้อนี้มีเจ้าภาพ กลับจากออกมาจากร้านอาหาร มีการประชุมในหน่วยงานก็เหมือนกับการประชุมของระบบเครือข่ายบ้านเรา เช่นเล่าเคสให้ฟัง เล่าเรื่องตัวเองว่าเข้ามาในอาชีพได้อย่างไร มีเป้าหมายในการทำงานอย่างไร อยากทำงานให้ใครที่อยู่เบื้องหลังการทำงานภาคภูมิใจในตัวเราบ้าง สุดท้ายจบด้วยความเศร้าเพราะร้องไห้กันทุกคน ยกเว้นเรา ฟังไม่ออกเพราะเขาพูดภาษาจีนกัน หัวหน้าก็เดินเข้าไปปลอบใจ เราทำหน้าที่ถ่ายรูปให้เขา เป็นพระเอกอยู่คนเดียว เพราะมีผู้ชายคนแรกเข้ามาร่วมในงานนี้ สุดท้ายสามทุ่มกว่าเลิกการประชุม เขายังขอบคุณเราที่ช่วยถ่ายรูปให้ พร้อมทั้งชวนไปร่วมงานกิน ดื่ม และรำฟ้อนร่วมกัน ไอ้เราก็นึกว่ารำฟ้อนคงจะเหมือนงานกินขันโตกที่เชียงใหม่ ไม่ใช่.... รำฟ้อนหมายถึงพาไปเที่ยวเไนท์คลับ กินเบียร์บัดไวเซอร์ไอซ์ด้วย มีเจ้าภาพอีกเช่นเคย วิธีการจองโต๊ะเจ้าภาพจะต้องสั่งเบียร์หนึ่งลังเอาวางไว้บนโต๊ะให้หมดทั้ง ลัง 24 กระป๋อง ก่อนจะดื่มทุกครั้ง ผู้หญิงจะทำหน้าที่รินเหล้าให้ผู้ชาย ถึงจะยกดื่มได้ ครั้งต่อไปก็ต้องทำเหมือนเดิืมอีก เขาถือว่าเราเป็นแขกมาเยือน เจ้าภาพรินเบียร์ให้ทุกครั้ง คืนนั้นเมากลับโรงแรมไม่ถูก สาวเจ้าก็ไม่ยักชวนไปนอนที่บ้านเขาด้วย จะได้ทำตัวเป็นคนใจง่ายสักหน่อย รอให้ชวนก็ไม่ยักชวนซักที เลยตัดสินใจกลับมานอนคนเดียว เดินออกจากคลับบอกเท็กซี่ไปส่งที่โรงแรมก็คุยไม่รู้เรื่อง เอารูปถ่ายให้ดูก็ไปไม่ถูก สุดท้ายเดินไปเรื่อยๆกะว่าคงถึงโรงแรม ที่ไหนได้หลงทาง เดินเข้าไปในโรงแรมเอารูปให้พนักงานโรงแรมดูเผื่อจะพูดภาษาอังกฤษได้ ปรากฎว่าพึ่งไม่ได้ หวังให้ช่วยบอกทางให้เท็กซี่ เขาก็สื่้อสารกันไม่รู้เรื่อง แล้วคืนนี้จะนอนที่ไหนดี... บังเอิญมีแขกเข้ามา คุยกันเป็นภาษาจีน เขาเลยช่วยช่วยขับรถไปส่งถึงโรงแรม เฮ้อ...รอดตาย ไม่โดนข่มขื่นแน่คืนนี้

 

 


วันนี้ตอนเย็นนัดเลี้ยงขอบน้องเอื้อยคนสวยไทลื้อ ที่เราเก็บเอาไปแอบฝันอยู่คนเดียว ที่ร้านอาหารไทย เตรียมเก็บกระเป๋าเช็คเอาท์เมื่อตอนเที่ยงแล้ว รถออกเดินทางไปคุณหมิง 4 ทุ่ม ถึงเช้าระยะทาง 400 กว่ากิโล พอๆกับกรุงเทพฯมาบางสะพานแต่นอนสบายกว่า สั่งอาหารไทยหลายอย่าง เอื้อยพาเพื่อนมาอีกคน ดูท่าทางอาหารคงไม่ถูกคอ รสชาดอาจจะจัดจ้านไปหน่อย คงกินเผ็ดไม่ได้



ช้างไทใหญ๋ ศิลปของไทบวกกับอาคารทันสมัยไปกันได้ดี เชยในสายตาคนในประเทศไทย อาคารสมัยใหม่ของเราตามตูดฝรั่งมาติดๆ แท่งสี่เหลี่ยมเต็มไปหมด ไม่มีเวลามาประดิดประดอยเอาศิลปมาประยุกต์ น่าสงสารประเทศไทย อาคารทันสมัยประเทศเขามีมากและล้ำหน้ากว่าไทย แต่อาคารที่เอาศิลปและสถาปัตย์กรรมของเมืองไทย ฝรั่งมันอยากเห็นแต่พี่ไทยทุบเฉยเลย โดนข่มเหงและถูกทำลายลงไปทุกวัน ใกล้จะกลายเป็นตะวันตกไปทุกที ผมสีดำมีอยู่ดีๆย้อมเป็นสีทองไปซะนี่โถน่าสงสาร!! ฝรั่งขี้นก



ไม่รู้จะไปเที่ยวต่ที่ไหนต่อดี เดินเล่นสักพัก เจอกับผู้จัดการร้านอาหารไทยกำลังข้ามถนน เดินคุยและปรารภว่าไม่มีที่เที่ยวแล้ว รอเวลาเดินทางไปคุณหมิงโดยรถนอนปรับอากาศตอนมืด เขาแนะนำว่ามีร้านกาแฟที่ฝรั่งชอบมาคุยกัน ชื่อร้านเมยเมยคาแฟ่ อาจจะอีกมีข้อมูลดีๆในทัศนะคติของฝรั่งคุยกันหรือหาเพื่ออนเดินทางก็ได้ เดินต่อไปอีกนิดเดียว แล้วเราก็แยกกันเพราะเขาต้องไปพักผ่อนตอนบ่าย 5 โมงเย็นจะกลับมาเปิดร้านอีก


กาแฟสดหมดไปแก้วหนึ่งแล้ว ไม่เจอฝรั่ง เห็นหม่วย 2 คนนั่งคุยกันกันข้างๆโต๊ะเรา ลองทักทายดูเผื่อเขาไม่รังเกียจ งานเข้าเลย ปรากฏว่าม่วยคนหนึ่งเคยเข้ามาเรียนในเมืองไทย 2 ปี อีกคนหนึ่งเรียนที่คุณหมิงแต่พูดอังกฤษเก่งกว่าเราอีก คุยกันเกือบชั่วโมงได้เรื่องมาเยอะเลย ส่วนมากเรื่องค้าขายกับการเมืองในเมืองไทย



ผู้แสดงความคิดเห็น ชาตรี (chatri_eaddy-at-hotmail-dot-co-dot-uk)วันที่ตอบ 2011-04-16 05:38:25



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2003 Chomthai team 089-7801770

ตารางออกอากาศรายการชมไทยแลนด์ ช่อง ของดีประเทศไทย   (จานเหลือง DTV และจานเคเบิ้ลท้องถิ่นที่รับได้ทั่วไป)

วันเสาร์ 18:30-19:00 รีรัน อังคาร 22:30-23:00  พฤ. 14:00-14.30  ศุกร์  9:30-10:00 / 16:30-17:00

  Nextstep ชมย้อนหลังรายการชมไทยแลนด์ รายการชมไทยสัญจร ที่ช่อง Real Metro     หนังสือของชมไทย วางแผงกันแล้ว   

 

ติดต่อ : ชมไทย chomthailand.com  14/2  ม.3  คลองถนน  สายไหม  ก.ท.ม.  10220   โทร 089-7801770    e-mail : webmaster@chomthailand.com

Free Page Rank Tool