ReadyPlanet.com


โลกหมุนช้าลง..ที่..เชียงคาน
avatar
Admin-chomthai


 

          

     บนรถ VIP สายเชียงคาน-กรุงเทพ มีฉันกับเพื่อน และผู้โดยสารอีกคนหนึ่งเท่านั้นที่นั่งอยู่บนนี้ รถมุ่งหน้าสู่เมืองเลยเพื่อไปรับผู้โดยสารที่เหลือกลับกรุงเทพ ด้วยความบังเอิญที่เราทั้ง 3 คนได้นั่งอยู่แถวเดียวกัน  มองหน้ากัน ยังไงก็ต้องคุยกันอยู่ดี และลุงเจ้าถิ่นนั่นเองที่เป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาด้วยคำทักทายสั้นๆ .. “เป็นไง..มาเที่ยวกันเหรอ?”...เราสองคนตอบ “ใช่ค่ะ”....ลุงถามต่อ “นึกยังไง ถึงมาเที่ยวเชียงคาน?”... ฉันว่า “ไม่ได้ตั้งใจมาค่ะ เป็นเพราะพายุเข้า จึงทำให้ไม่รู้ว่าจะไปไหน สุดท้ายก็ต้องมาเสี่ยงที่หมอชิต เดินๆ ดูเห็นชื่อน่าสนใจดี คล้ายๆ เมืองที่อยู่ในลาว ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าเชียง...จึงเดินไปซื้อตั๋วแล้วก็นั่งรถมาเลย”….ลุงแกถามต่อ “แล้วรู้เหรอว่ามีที่เที่ยวที่ไหนบ้าง”...ฉันก็ว่า “ไม่ทราบหรอกค่ะ”........อื่มมม นั่นสินะ แล้วรู้เหรอว่าจะมาเจออะไรบ้าง แล้วรู้เหรอว่ามีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง?....ฉันนั่งนึกย้อนไปเมื่อสามวันที่แล้ว ตอนที่ฉันกับเพื่อนมาถึงเชียงคาน...

   เราสองคนนั่งรถสายกรุงเทพ-เชียงคาน ออกจากหมอชิตตอนทุ่มครึ่ง..หลับๆ ตื่นๆ รู้แต่ว่าฝนตกตลอดทางเลย บางครั้งลืมตาขึ้นมาก็เห็นรถตกไปที่ไหล่ทาง บางครั้งก็เห็นรถพ่วงชนท้ายกันพลิกคว่ำ นั่นคงเป็นเพราะฝนตกถนนลื่น ในใจก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ภาวนาอย่างเดียวเท่านั้นว่า “ขอให้เดินทางปลอดภัย” เช้ามืดรถก็มาจอดสถานที่แห่งหนึ่งที่มืด และเงียบมาก...เสียงกระเป๋ารถตะโกน รถหมดระยะแล้วค่ะ ที่นี่เชียงคาน เราสองคนเดินลงจากรถด้วยอาการงัวเงีย มองหน้ากันเลิ่กลั่ก รถสามล้อเครื่องถามจะไปไหนหนู? เพื่อนหันมามองหน้าฉัน แล้วถามว่า “จะไปไหน”....ฉันนิ่ง.. “ยังไม่รู้เลย เดี๋ยวขอเดินดูก่อนนะ”

เชียงคาน : เมืองคนงาม ข้าวหลามยาว มะพร้าวแก้ว เพริศแพร้วเกาะแก่ง

                แหล่งวัฒนธรรม น้อมนำศูนย์ศิลปาชีพ

     แล้วจากนั้นเราสองคนก็เดินข้ามถนนตรงมาเรื่อยๆ ตอนนั้นถามว่าจะไปไหน ไม่รู้หรอก แค่เห็นว่าทางข้างหน้ามีแสงไฟสว่าง ก็เลยเดาเอาว่าคงจะเป็นตลาดแน่นอน ก็เลยเดินตามแสงไฟมาจนถึงร้านกาแฟที่อยู่ตรงข้ามกับตลาดสด นั่งกินกาแฟ ปาท่องโก๋ และไข่ลวกเสร็จก็พร้อมลุย ถามหาที่พักจากป้าที่ขายกาแฟ แกว่าให้เดินตรงไปเรื่อยๆ จนถึงริมโขงแล้วเลี้ยวซ้ายตรงนั้นมีโรงแรม เราสองคนก็เดินตามที่แกบอก เจอจริงๆ ด้วย ชื่อ “โรงแรมสุขสมบูรณ์” แต่....ประตูปิด ทุกอย่างเงียบสงัด ฉันมองเห็นป้ายทางเข้าโรงแรมและมีลูกศรชี้ ให้เข้าทางนี้ ฉันก็พาเพื่อนเดินเข้ามาตามทางเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้างของโรงแรม พอเข้าไปก็เห็นไฟเปิดอยู่ มองเห็นการเคลื่อนไหวจากในบ้าน ฉันจึงเดินเข้าไปแล้วกล่าว “สวัสดีค่ะ...มีห้องพักมั้ยคะ?”....ป้าที่กำลังทำกับข้าวอยู่นั้นละจากงานที่ทำ หันมายิ้มตอบฉัน.. “มีจ้า...ห้องพัดลม 400.- ห้องแอร์ 500”...ฉันบอกขอห้องแอร์ พัก 2 คืนค่ะ แล้วป้าแกก็เดินนำพาขึ้นไปดูห้อง แต่ห้องที่แกพาไปดูนั้นมองไม่เห็นวิวริมโขง ฉันก็ขอแกว่าขอห้องที่มีวิวริมโขงได้มั้ย แกว่าได้ แต่ต้องรอให้ลูกค้าที่พักออกไปก่อน เราสองคนจึงจะเข้าพักได้ ฉันว่ารอได้ค่ะสบายมาก

 

        จากนั้นเราสองคนก็ลงไปนั่งรอด้านล่างที่เป็นส่วนของร้านอาหาร แล้วป้าแกก็ขอตัวไปทำอาหารเพื่อใส่บาตรต่อ ฉันกับเพื่อนนั่งรออยู่ในห้องอาหาร เปิดประตูออกไปด้านหลังเป็นทางเดินเลียบชายโขง อากาศตอนเช้ามีฝนตกลงมาปรอยๆ เย็นดีจนต้องคว้าเสื้อแขนยาวในเป้ออกมาสวม อากาศแบบนี้สร้างความสดชื่นให้เป็นอย่างมาก ฉันคิดว่าพอถึงฤดูกาลท่องเที่ยวที่นี่น่าจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแน่ๆ เพราะบรรยากาศเงียบสงบน่าอยู่มากๆ เลย ยืนมองฝนสักพักก็มีเพื่อนคุย ก็ลูกค้าที่พักห้องที่พวกเรารอนั่นแหละ ตื่นแล้วเลยลงมาสูดอากาศยามเช้า เท่าที่คุยกันก็ทราบว่า ลุงๆ และป้ากลุ่มนี้มางานศพญาติเพื่อนที่เชียงคาน เป็นเพราะไม่อยากขับรถตอนกลางคืนจึงพักที่นี่ 1 คืน เพื่อเดินทางกลับในตอนเช้า คุยกันไปถูกคอ เพราะลุงๆ ล้วนแต่อารมณ์ขัน อีกอย่างเป็นทหารกันทุกคนด้วย ประสบการณ์แน่นแบบนี้ ฉันชอบนักแล ฟังลุงแกเล่าประสบการณ์ไป ก็นั่งขำกันไป ก่อนกลับลุงแกขอถ่ายรูปเราสองคนเก็บไว้เป็นที่ระทึก....เอ้ยย!! เก็บไว้เป็นที่ระลึก...แล้วบอกว่าเผื่อจะเอาภาพและเรื่องราวของเราสองคนไปเขียนลงคอลัมภ์ในหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับนักเดินทางแบกเป้ ไม่รู้ว่าแกพูดจริงมั้ย แต่ฉันก็ยิ้มกริ่มเลย....พอเหล่าทหารเคลื่อนทัพจากไป ป้าแม่บ้านก็ขึ้นไปทำความสะอาด แล้วก็เรียกเราเข้าไปเพื่อนำสัมภาระไปเก็บ จากนั้นเราสองคนก็หลับ เอาแรง.....

          สายๆ อาบน้ำอาบท่าเสร็จท้องเริ่มร้อง สมองสั่งให้เท้าเดินไปหาของกินที่ตลาด ฝนก็ยังตกปรอยๆ ดีนะ มีร่มติดกระเป๋ามาด้วยคนละคัน ตลาดช่วงสายๆ นี่คนเริ่มซาแล้ว แต่ก็ยังมีของกินอยู่ ฉันมองเห็นป้ายร้านก๋วยเตี๋ยวดูสะอาดตาดี เลยชวนเพื่อนเข้าไปนั่งกิน สั่งก๋วยเตี๋ยวคนละชาม พร้อมไข่เจียว อิ่มหมีพลีมันกันแล้วก็เดินเล่นรอบๆ ตลาด พอฝนเริ่มลงเม็ดหนาขึ้นก็เดินกลับโรงแรม ฟ้ายังเฉิ่มน้ำอยู่เลย ไม่รู้จะไปไหน อากาศแบบนี้ไม่มีอะไรหน้าทำมากไปกว่าการนอนอยู่บนเตียงอุ่นๆ อีกแล้วล่ะ  แต่พอมาถึงโรงแรมก็ไม่ได้นอนอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะนั่งคุยกับป้าเจ้าของโรงแรมเพลินไปหน่อย ป้าแกเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับเมืองเชียงคาน ฤดูไหนน่าเที่ยว ฤดูไหนไม่น่าเที่ยว แล้วก็มีอะไรให้เที่ยวบ้าง เล่าหมดจนไม่มีอะไรจะเล่าสุดท้ายก็บ่นเรื่องลูกแกให้เราฟัง เราก็นั่งฟัง แล้วก็ยิ้มตามแก ความรู้สึกเหมือนได้นั่งคุยกับญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งเลย รู้สึกอบอุ่นมาก จนกระทั่งบ่ายแก่ๆ ฝนเริ่มซา ท้องก็เริ่มหิวอีกแล้ว เราสองคนก็ออกไปเดินเล่นกัน คราวนี้เดินดูโน่นดูนี่ไปเรื่อยๆ

          จากที่สังเกต เชียงคานเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ริมน้ำโขงบรรยากาศเงียบสงบ ชาวบ้านอัธยาศัยดี บ้านแต่ละหลังที่นี่เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวบ้าง สองชั้นบ้างสร้างแบบสมัยเก่าเมื่อราว 50-70 ปีที่แล้ว บางบ้านหลังใหญ่หน่อยก็แบ่งเป็นห้องๆ ทำเป็นเกสเฮาส์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เช่าพักในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวเหมือนอย่างโรงแรมที่ฉันกับเพื่อนไปพัก ตามที่ป้าเจ้าของโรงแรมบอก ฉันเดาว่าฤดูกาลท่องเที่ยวก็คงเป็นช่วงฤดูหนาวแน่นอน เพราะช่วงนั้นอากาศเย็น มีหมอกปกคลุมไปทั่ว ดูๆ แล้วก็เหมือนปายที่แม่ฮ่องสอนอยู่เหมือนกันนะ แต่ก็แค่ความรู้สึก ถ้าจะให้เปรียบเทียบระหว่างปาย กับเชียงคานแล้ว ฉันว่าเชียงคานมีความเป็นเมืองมากกว่าปาย แต่ปายเจริญมากกว่าเชียงคาน งงมั้ย?ร้านรวงต่างๆ ที่ปาย ส่วนใหญ่เกิดจากนายทุนต่างถิ่นที่เข้าไปลงทุน เช่นบังกะโลที่พัก ร้านอาหาร และอีกหลายๆ ร้านไม่ใช่คนพื้นที่ แต่ที่นี่ เชียงคานชาวบ้านทำกันเอง และทำได้ดีด้วย ความเป็นต่อของการทำธุระกิจบริการด้วยตัวเองคือการเอาใจใส่ลูกค้า เพราะถ้าคุณไม่เอาใจใส่ลูกค้า ก็คงไม่มีลูกค้าที่ไหนอยากใช้บริการของคุณอีกอย่างที่สังเกตได้คือ ที่เชียงคานไม่มีร้านสะดวกซื้อทั้งหลายแหล่ มีแต่ร้านโชว์ฮ่วยของชาวบ้านเท่านั้น มีทุกอย่างที่จำเป็นให้เราเลือกซื้อ ฉันประทับใจป้าแม่บ้านของโรงแรมที่ฉันพักมากๆ ต่อให้ดึกแค่ไหน หมดเวลางาน หรือช่วงเวลาพัก ถ้าลูกค้าร้องขอ แกเต็มใจช่วยเสมอ อีกอย่างหายากนะที่ลูกค้าจะสามารถนั่งคุยกับเจ้าของโรงแรมได้ ถ้าเปรียบเทียบกับโรงแรมในเมืองใหญ่ๆ แม้แต่หน้าเจ้าของเรายังไม่มีโอกาสได้มองเลย นี่คือเรื่องจริงที่ฉันรู้สึกได้ที่เชียงคาน เดินเล่นไปเรื่อยๆ ทักทายชาวบ้าน ถ่ายภาพน้องหมา และดอกไม้หน้าบ้านเพลินๆ ก็เริ่มหิวขึ้นมาอีกแล้ว มื้อนี้เราสองคนเดินเข้าไปในตลาดสด เพื่อหาของกิน เจอเมนูอาหารแปลกหลายอย่างเช่น “ต้มเส้น” และ “ข้าวเปียก” ด้วยความที่เป็นคนชอบลองอะไรแปลกๆ อยู่แล้วก็สั่งมาอย่างละชาม ชามต้มเส้นเนี่ยะดูๆ เหมือนก๋วยเตี๊ยวนี่แหละ แต่ใช้วุ้นเส้นลวกใส่ผัก มีน้ำซุปปรุงรสได้เหมือนก๋วยเตี๋ยวเลย และข้าวเปียกก็หน้าตาเหมือนก๋วยจั๊บ แต่เส้นเล็กกว่าลักษณะคล้ายโจ๊ก ใส่เลือด และซีโครงหมู มีข้าวเปียกเส้นอีกแบบหนึ่ง คล้ายๆ ก๋วยจั๊บยวน เส้นจะเล็กๆ ยาวๆ คล้ายขนมจีนอยู่ในน้ำซุป โรยด้วยหอมเจียว ชิมแล้วก็อร่อยดีเหมือนกัน ฟาดซะเกลี้ยงชามกันทั้งคู่ อิ่มเลย มื้อนี้หมดไป 35 บาท ต้มเส้น 2 ชามๆ ละ 15 บาท ข้าวเปียก 1 ชามๆ ละ 5 บาท อย่าตกใจ ราคาเท่านั้นจริงๆ นะจะบอกให้....^_^

      ตกเย็น....นี่ยังไม่หมดวันเลย เห็นมั้ยเวลาที่นี่เดินช้าจริงๆ เหมือนโลกหมุนช้าลง....หลังจากไปจองตั๋วรถกลับกรุงเทพแล้วเราสองคนเลือกที่จะนอนอ่านหนังสือบ้างเขียนโปสการ์ดถึงเพื่อนๆบ้าง เพราะอากาศยังไม่เปิด ไปไหนไม่ได้ แบบนี้ก็สบายไปอย่าง ถือซะว่ามาพักผ่อน ซักทุ่มกว่าๆ ท้องร้องอีกแล้ว กินได้กินดีจริงๆ กินอะไรล่ะทีนี้ ฟ้าด้านนอกมืดหมดแล้ว เดินไปอ้อนป้าแม่บ้าน ป้าจ๋าผัดข้าวให้กินหน่อยหิวจัง แกก็เดินไปผัดมาให้ แถมด้วยไข่ดาวคนละฟองอร่อยเหาะไปเลย...อิ่มหมีพลีมัน ขึ้นไปอาบน้ำนอนดูทีวีหลับผลอยไปเลย...

        ตื่นเช้ามา เสียงฝนหยุดไปแล้ว ฉันลุกจากเตียงเดินไปเปิดม่านดู เห็นหมอกขาวโพลนเต็มแม่น้ำโขงเลย ปกติจะมองเห็นฝั่งลาว แต่เช้านี้ มองไม่เห็นอะไรเลย คว้ากล้องขึ้นมาเก็บภาพ และอัดคลิปไว้ซะหน่อย อากาศสดชื่นแบบนี้ เอาเก็บไว้ดูยามร้อนก็ช่วยคลายร้อนได้เหมือนกันนะ....ยังเช้าอยู่เลยเสียงป้าแม่บ้านก๊อกแก๊กๆ อยู่ในครัว สงสัยแกคงลุกมาทำกับข้าวใส่บาตรพระเหมือนเช่นเคย....ฉันกลับไปนอนต่อสักพัก 7 โมงครึ่งก็ลุกอาบน้ำอาบท่า โปรแกรมเช้านี้คือ ขี่มอร์ไซค์ไปเที่ยวแก่งคุดคู้....พอลงมาฝนลงเม็ดอีกแล้ว จึงกางร่มออกไปหาอะไรกินที่ตลาดกันก่อน เช้านี้อยากกินข้าวปุ้นน้ำแกง หรือขนมจีนน้ำยานั่นเอง เดินๆ ทะลุไปถนนศรีเชียงคานซอย 17 หายังไงก็หาไม่เจอข้าวปุ้นน้ำแกง สุดท้ายก็ฝากท้องไว้กับต้มเส้น และข้าวเปียกเหมือนเดิม กลับมาเห็นป้าติ๋มเจ้าของโรงแรมนั่งห่อส้มหมู หรือภาคกลางเราเรียกว่าแหนม ก็เข้าไปนั่งคุยกับแกอีก ก็ได้ความรู้มาอีกว่า ของขึ้นชื่อที่เชียงคานนอกจากผ้านวม และมะพร้าวแก้วแล้วก็มีแหนมนี่แหละ ที่ขึ้นชื่อ ยิ่งแหนมของโรงแรมด้วยแล้ว ส่งลูกเรียนจบปริญญามาหลายคนแล้วนะ....ของเค้าดีจริงๆ ฉันเลยบอกป้า “จัดไป...อย่าให้เสีย 40 ห่อป้า”แกขายห่อละ 10 บาท....เพิ่มงานให้แกอีก.....

 

          ฝนซาแล้ว แต่ฟ้ายังไม่เปิด ถ้าไม่ออก ก็คงจะไม่ได้เที่ยวกันแน่แล้วเรา ฉันกับเพื่อนตัดสินใจ ขี่มอร์ไซค์....ขอบอกว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยนะที่ขี่มอร์ไซค์ได้ไกลแบบนี้ แถมใบขับขี่ก็ไม่มีอีก เหอๆๆๆ อย่าเลียนแบบกันเชียวนะ ถือว่าพวกเราโชคดีที่ไม่เจออุบัติเหตุ เพราะนอกจากขี่มอร์ไซค์ไม่แข็งแล้ว ถนนยังลื่นเพราะฝนตกอีก เสี่ยงมากๆ เลยงานนี้ สุดท้ายก็พากันไปถึงแก่งคุดคู้จนได้ เจ๋งจริงๆ

         แก่งคุดคู้ เป็นแก่งหินใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขง ห่างจากตัวอำเภอเชียงคานประมาณ 4 กม. ประกอบด้วย หินก้อนใหญ่ ๆ เป็นจำนวนมากจากการที่หินเหล่านี้อยู่ใต้น้ำเป็นเวลานาน ทำให้หินเหล่านี้มีสีสัน ไปต่าง ๆ ตัวแก่ง กว้างใหญ่เกือบจรดสองฝั่งแม่น้ำโขง มีกระแสน้ำไหลผ่านไปเพียงช่องแคบ ๆ ใกล้ฝั่งไทยเท่านั้นเอง ซึ่งกระแสน้ำเชี่ยวกราก เวลาที่เหมาะจะชมแก่งคุดคู้ที่สุดคือ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเวลาที่น้ำแห้ง มองเห็นเกาะแก่งชัดเจน บริเวณแก่ง มีร้านอาหารจำหน่าย มากมาย....แต่เช้านั้นตอนที่เราไปคงฝนตก บวกกับนักท่องเที่ยวน้อย ร้านอาหารและร้านขายของต่างๆ จึงปิดซะส่วนใหญ่ อีกอย่างที่แก่งคุดคู้มีบริการนั่งเรือชมวิวสองฝั่งแม่น้ำโขงด้วย ราคาเช่าเรือถ้า 15 คนขึ้นไปคิดคนละ 30 บาท แต่ถ้าไม่ถึง 15 คนต้องเหมาลำละ 400 บาท ระยะเวลา ครึ่งชั่วโมง เราสองคนไม่ได้นั่งเรือชมวิมสองฝั่งโขงเพียงแต่ถ่ายภาพเท่านั้นก็กลับ ตอนขากลับก็ขี่มอร์ไซค์รอบเมืองเชียงคาน วันนี้ได้อีกบรรยากาศต่างจากเมื่อวานที่เดินเที่ยว...

         จากนั้นแวะไหว้พระที่วัดศรีคุณเมืองเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของเชียงคานเลย  อยู่ที่ถนนชายโขงซอย 7 ทางด้านเหนือของตลาดเชียงคาน มีกำแพงแก้วล้อมรอบตัวพระอุโบสถ วัดนี้เป็นแหล่งรวมงานศิลปะทั้งแบบล้านนาและล้านช้างดังจะเห็นได้จากโบสถ์ ซึ่งหลังคาลดหลั่นอย่างศิลปะล้านนา ศิลปวัตุที่สำคัญมีหลายชิ้นเช่นพระพุทธรูปไม้จำหลักลงรักปิดทองปางประทานอภัยแบบล้านช้าง พระพุทธรูปดังกล่าวมีพระเกศาเป็นปุ่มแหลมเล็ก พระกรรณค่อนข้างแหลมและยาว สันนิษฐานว่ามีอายุในราวพุทธศตวรรษที่24-25 นอกจากนี้ในวัดยังมีธรรมาสน์ไม้แกะสลักลงรักปิดทองทุกด้านที่พนักหลังมียอดคล้ายปราสาท ด้านหน้าโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังอยู่เต็มหน้าบัน ภาพทั้งหมดเป็นภาพนิทานชาดกชุดพระเจ้าสิบชาติซึ่งวาดขึ้นใหม่แทนของเดิม หน้าวัดมีทางเดินลงไปชมวิวแม่น้ำโขงได้ด้วย ด้านล่างแม่น้ำเป็นกระชังเลี้ยงปลาของชาวบ้าน.....กราบพระเสร็จก็ได้เวลาเพลพอดี หิวอีกแล้วซิเรา....

         ก่อนถึงโรงแรมมีร้านอาหารถ้าจำไม่ผิดชื่อระเบียง หรือระเบียงโขงอะไรนี่แหละเป็นร้านที่ขายอาหารประเภทปลาแม่น้ำโขง เราสองคนตัดสินใจกินมื้อกลางวันมื้อใหญ่กันที่นี่...สั่งมาซะเต็มที่ อิ่มหมีพลีมัน หมดไป 365 บาท อร่อยใช้ได้เลยล่ะ หนังท้องตึง หนังตาหย่อน ขี่มอร์ไซค์กลับไปนอนพักเอาแรงกันก่อน ช่วงบ่ายตะลอนต่อ....

         บ่ายแก่ๆ เดินออกมาตั้งใจว่ามื้อนี้จะหาข้าวเหนียวส้มตำกินกัน เพราะอยู่เชียงคานจะ 2 วันแล้วยังไม่ได้ลิ้มรสข้าวเหนียวเชียงคานเลย...จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้กินสงสัยเดินผิดซอย....

         ช่วงเย็นไม่มีกิจกรรมทำเลยนั่งคุยกับป้าติ๋ม แล้วก็นั่งดูป้าแกห่อแหนม วันนี้มีเพื่อนบ้านมาช่วยห่อด้วย เลยมีเพื่อนคุยเพิ่มขึ้น ป้าแกเล่าเรื่องตลกๆ ทั้งนั้นเลย ขนาดเล่าเรื่องผีอากง ยังตลกเลยอ่ะ แทนที่จะน่ากลัว เราสองคนนั่งฟังกันเพลินไปเลย พรุ่งนี้แล้วซินะต้องกลับแล้ว...ยังไม่อยากกลับเลย

         เช้าวันสุดท้ายก่อนกลับ ตื่นมาฟ้าใสมาก เดินหาร้านกาแฟเจ๋งๆ กินกัน เดินๆ ไป ต้องสะดุดตากับร้านๆ หนึ่งชื่อ “นาทีทอง” เป็นร้านขายกาแฟ และอาหารเช้า ของตกแต่งในร้านเป็นของเก่าๆ ทั้งนั้นเลย ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ เราสองคนนั่งกินมื้อเช้าที่ร้านนี้เอง มื้อเช้าวันนี้มีไข่กะทะ และกาแฟร้อนหอมกรุ่น เสริฟพร้อมชาหอมๆ อีก 1 กา นั่งกินไป ฟังเพลงไป ได้บรรยากาศมากๆ เสร็จจากมื้อเช้า ตั้งใจว่ายังไงซะวันนี้ต้องกินส้มตำให้ได้ เราสองคนก็ถามชาวบ้านแถวนั้นก็แนะนำให้มากินร้านนี้เค้าว่าอร่อย ร้านอยู่ใกล้ๆ กับตลาดสด ขายส้มตำ, ตำซั่วผสม และแกงหน่อไม้ เราสองคนสั่งทั้ง 3 อย่างเลย ลองกินดู แต่กำชับว่า ไม่เผ็ดนะคะ....ส้มตำกับแกงหน่อไม้ก็หน้าตาเหมือนที่เคยกินที่กรุงเทพ แต่ที่ติดใจก็ตำซั่วผสมนี่แหละ เสริฟกันเป็นถาดเลย ใส่ทุกอย่างจริงๆ ทั้งข้าวปุ้น(ขนมจีน) มะละกอ ผักบุ้ง รวมมิตรผักต่างๆ เลยก็ว่าได้ อร่อยดีเหมือนกันนะ....อิ่มแล้วเดินย่อยต่อ.....วนไปเวียนมาก็ต้องกลับมานั่งคุยกับป้าติ๋มเหมือนเดิม ป้าแกบอกว่าน่าเสียดายมาหน้าฝน เลยไม่ได้เห็นตะวันตกดินที่ริมโขงสวยมากๆ...ป้าแกแหงนหน้ามองฟ้าอีกครั้ง แล้วก็บอกเราว่า ขึ้นรถตั้ง 6 โมงกว่า รับรองได้เห็นแน่ๆ สุดท้ายเราก็ไม่อยู่รอ เพราะวันสุดท้ายนี่แดดแรงสุดๆ ไปเลย ห้าโมงกว่าแล้ว แดดยังไม่ยอมหุบ จึงตัดสินใจด้วยความเสียดาย ว่าครั้งหน้ายังมี แล้วเราคงได้เจอกันแน่ตะวันตกริมฝั่งโขง....เราสองคนยกมือสวัสดีป้ากับลุง แล้วลากลับ เดินไปขึ้นรถ บอกว่าจะมาเที่ยวกันอีกแน่นอนรับรองค่ะ......

         …..รถวิ่งมาจะถึงเมืองเลยแล้ว ลุงแกยังคุยจ้อไม่หยุด.....รถจอดรอผู้โดยสารที่เมืองเลยจนถึงเวลา 2 ทุ่ม 40 ก็ออกมุ่งหน้าสู่กรุงเทพ ตอนรถออกจากเมืองเลยเราสองคนไม่ได้คุยกับลุงคนนั้นอีกเลยเพราะต่างคนก็ต่างหันหน้ามองออกไปนอกกระจก ไม่รู้ลุงแกคิดอะไรอยู่ หรือหลับไปแล้วนะ ส่วนฉันได้แต่นั่งนึกในใจคนเดียว....

         ...เค้าว่ากันว่าแค่มีเป้หนึ่งใบกับเพื่อนร่วมทางที่รู้ใจอีกหนึ่งคน แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเดินทางไปที่ไหนสักที่ คนเรามีวิธีการแสวงหาความสุขที่ต่างกันออกไป ฉันกับเพื่อนก็เช่นเดียวกัน บางครั้ง...ช่วงเวลาแห่งความสุข อาจถูกจำกัดด้วยเรื่องของสถานที่และเวลา หรือจะเป็นเหตุผลร้อยแปดพันประการที่อ้างอิงขึ้นมาแล้วเกิดช่องว่างพาลให้หัวใจหดหู่  ช่องว่างที่หายไปไม่ว่าจะเป็นความสุขที่ได้รับประทานอาหารดีๆ บรรยากาศร้านดีไซน์เก๋ในชั่วโมงเร่งด่วน ความสุขกับคนที่เรารัก หรือแม้แต่จะเป็นความสุขจากบรรยากาศชิลชิลกับกาแฟหอมกรุ่นสักถ้วย หลายคนยิงคำถาม “แล้วจะเติมช่องว่างที่ว่าให้เต็มได้ที่ไหน”....^_^....ฉันมีคำตอบแล้ว.....ที่นี่....เชียงคาน...ที่ที่โลกหมุนช้าลง

 

                                                         “แล้วพบกันทริปหน้านะคะ....จะไปไหนยังไม่รู้เลย”

                                                                                สนุกกับการเดินทางทุกคนจ้า

                                                         ...................................................palmy616

 


 
Palmy-Chomthai
www.chomthailand.com
 

 ภาพถ่ายเพิ่มเติมทริปนี้ เข้าชมได้ที่

http://202.142.215.212/freewebboard/view.php?user=chomthailand&id=1323

.................................................................................................................................................................................



ผู้ตั้งกระทู้ Admin-chomthai โพสต์และแสดงความเห็นเฉพาะสมาชิกเท่านั้น :: วันที่ลงประกาศ 2007-05-10 21:08:02 IP : 124.121.125.52


[1]

ความคิดเห็นที่ 15 (3211087)
avatar
blanche

synthetic lace wigs hair extensions your wig Avoid direct wigs Tress wigs would be more expensive lace wig adhesive afro hair extensions.

ผู้แสดงความคิดเห็น blanche (rava-at-mail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-11 06:49:24 IP : 125.126.157.28


ความคิดเห็นที่ 14 (3210917)
avatar
lance

custom wigs lace wig glue They come in different colors and wigs specifically for you costumes wigs seamless hair extensions.

ผู้แสดงความคิดเห็น lance (christina-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-09-10 19:39:08 IP : 125.126.157.28


ความคิดเห็นที่ 13 (3176053)
avatar
แป๊ะ

ในซอย5 บน มีร้านจุ่ม ไม่มีชื่อร้าน คนขายชื้อพี่วะ อร่อย ถูกด้วย ลองดิ

ผู้แสดงความคิดเห็น แป๊ะ วันที่ตอบ 2010-05-03 17:16:48 IP : 125.26.208.185


ความคิดเห็นที่ 12 (3167162)
avatar
kieng

เรื่องเล่าดีมากเลย สงกรานต์ปีนี้ เราจะมีโอกาสไปบ้าง เห็นแล้วอยากเที่ยว ถ้ามีเที่ยวที่อื่นๆ อีกก็เล่าเรื่องราวให้ดูอีกนะ

ชอบมากเลย

ผู้แสดงความคิดเห็น kieng วันที่ตอบ 2010-04-02 12:57:17 IP : 124.121.201.212


ความคิดเห็นที่ 11 (3132604)
avatar
หยง

อ่านแล้วเพลินมากเลย เขียนมาอีกนะ ค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น หยง (bongkotchatorn-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-11-27 15:19:22 IP : 203.146.95.3


ความคิดเห็นที่ 10 (3096475)
avatar
yoyohh

 

A compelling storyline wow powerleveling is also a great selling point for a child poem.
Abstract emotion and metaphor will bore a child.
Child Poems should not
aion power leveling create unwanted situations aion gold with awkward, touchy subjects.
A child poem should be written to entertain, not solely teach. A good combination is always good though.

 

ผู้แสดงความคิดเห็น yoyohh วันที่ตอบ 2009-09-24 15:22:18 IP : 58.144.18.121


ความคิดเห็นที่ 9 (2994563)
avatar
nuii
อยากกลับบ้านอ่า......
ผู้แสดงความคิดเห็น nuii วันที่ตอบ 2009-05-09 00:39:17 IP : 118.173.244.7


ความคิดเห็นที่ 8 (1506435)
avatar
Pliwds

เคยไปมาหลายครั้ง ตั้งแต่ด่านซ้าย.เลย จนถึง สังคม.หนองคาย ตลอดแนวชายแดนไทย - ลาว ก็เป็นเมืองเงียบๆ เวลาเดินช้าเหมือนกันเลย

เช้า : ตากหมอกริมโขง ตักบาตรข้าวเหนียว

สาย : ขี่จักยานเล่น กินข้าวเปียก นั่งคุยกับยายเจ้าของบ้าน

เที่ยง : กินเที่ยงริมภูริมผา แกว่งเท้าเล่นในน้ำโขง

เย็น : ดูเรือ ดูตะวัน ดูนก ดูกวางและดูสาว ฝั่งลาว

ค่ำ : นอนตากยุง นับดาว  ริมน้ำ

ผู้แสดงความคิดเห็น Pliwds วันที่ตอบ 2008-07-09 16:38:16 IP : 202.183.197.15


ความคิดเห็นที่ 7 (991701)
avatar
Poo
ชอบจัง....ไม่รู้เป็นไงชอบที่ที่มันสงบๆ ผู้คนไม่พลุกพล่าน และเป็นธรรมชาติ แบบนี้โดนใจเลย ..... ซักวันคงได้ไปนะ
ผู้แสดงความคิดเห็น Poo วันที่ตอบ 2007-06-08 15:21:02 IP : 203.121.159.57


ความคิดเห็นที่ 6 (977836)
avatar
พี่รัช

ได้ชมภาพ อ่านเรื่องเล่า กระตุ้นความอยากไปเที่ยวเพิ่มมากขึ้น  ต้องหาโอกาสไปเที่ยวชมบ้างแล้ว ขอบคุณที่นำภาพเรื่องราวมาแบ่งปันกันชมคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น พี่รัช วันที่ตอบ 2007-05-29 17:57:58 IP : 125.26.51.72


ความคิดเห็นที่ 5 (956519)
avatar
ake no.1

Download the original: เชียงคาน.wmv (42.9 MB)

คลิปเชียงคาน จากhttp://palmychomthai.multiply.com/video/item/22

ผู้แสดงความคิดเห็น ake no.1 วันที่ตอบ 2007-05-15 18:25:23 IP : 158.108.66.179


ความคิดเห็นที่ 4 (952559)
avatar
Super เมีย

ขอชื่นชมสองคนนี้ หาที่ไปเที่ยวจนนาทีสุดท้าย แล้วก็มีที่ไปจนได้ นี่ถ้าไม่ "บ้า" ทำไม่ได้แบบนี้ สุดยอดจริงๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น Super เมีย วันที่ตอบ 2007-05-12 16:50:27 IP : 222.123.159.239


ความคิดเห็นที่ 3 (951486)
avatar
แอม

ดีจังเลย เดินตามรอยป้ากับพี่ฝอยได้ทุกทริปเลยนะเนี๊ยะ วันหลังไม่คิดแล้วว่าจะไปไหนไปตามป้ากะพี่ฝอยนี่แหละ (ถ้ามีงบประมาณนะ)

ผู้แสดงความคิดเห็น แอม วันที่ตอบ 2007-05-11 17:10:07 IP : 203.151.53.109


ความคิดเห็นที่ 2 (951087)
avatar
ake no.1

เดี๋ยวหาเวลาตามไปมั่ง

ผู้แสดงความคิดเห็น ake no.1 วันที่ตอบ 2007-05-11 12:13:35 IP : 158.108.66.179


ความคิดเห็นที่ 1 (950571)
avatar
ป้ามหาภัย

ภาพสวยๆ กับเรื่องเล่าดีๆ ติดตามผลงานอยู่นะจ๊ะน้องสาวทั้งสอง

ผู้แสดงความคิดเห็น ป้ามหาภัย วันที่ตอบ 2007-05-11 00:57:54 IP : 203.155.135.100



[1]


Copyright © 2003 Chomthai team 089-7801770