ชมไทยwww.chomthailand.com ติดต่อโฆษณา บทความ แนะนำการท่องเที่ยว IDLINE : akechomthai T. 089-780 1770 e-mail : chomthailand@gmail.com

แม่จัน สายน้ำที่เลือกให้ถูกลืม Post by : chaochao : 2008-05-10 14:18:58




Bookmark and Share

แม่จัน สายน้ำที่เลือกให้ถูกลืม

Detail

จากบอร์ดThailand Wilderness Study ของTKT เรื่องเล่าและภาพประกอบโดย พี่น้ำค้างป่า

สาระ ที่อยากให้เพื่อนชมไทยได้อ่านกันครับ



“ตรงนี้ไม่มีต้นไม้ ถ้ามีต้นยางสักต้นคงจะดี” ลูกยางคิด


แสงแดดที่ร้อนจัด ดินที่แข็งกระด้าง บางวันมันนึกท้อแท้ แต่ก็แว่วๆเสียงแม่ที่เคยสอนไว้


“...ลูกอาจพบว่า ที่ลูกอยู่แสนลำบาก บางทีอาจร้อนจัด แข็งเป็นหิน เปียกจนหนาว


แต่เมื่อลูกตั้งใจแล้วว่าจะอยู่ตรงไหน ก็ต้องทำให้ดีที่สุด...”


มันไม่สามารถร้องขอให้ดินอ่อนนุ่มกว่านี้ได้ แต่มันพยายามทำให้รากของตัวเอง


ค่อยๆงอกและแทรกเข้าไปในผืนดินทีละน้อย ทีละน้อย...

ด้วยหัวใจนักสู้ของลูกยางน้อย



แม้จะเป็นปลายเดือนเมษาฯแต่ฝนก็ตกลงมาตลอดทั้งวัน มาขาดเม็ดเอาเมื่อตอนหัวค่ำ
ดวงไฟในสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก
จึงคร่าคร่ำไปด้วยแมลงเม่าที่บินมาตอมแสง สร้างความรำคาญอยู่บ้างแต่วงสนทนาก็ยังคงออกรสชาติ
เรื่องราวความเป็นมาของป่าทุ่งใหญ่ถูกบรรยายพร้อมกับเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ทีละภาพๆ
ฉายให้เห็นความยากลำบากในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่นี่
เส้นทางที่เข้าไปลาดตระเวนในแต่ละพื้นที่นั้นแสนยากลำบาก
บางช่วงต้องช่วยกันลากช่วยกันเข็นรถยนต์ข้ามหล่มโคลน บางช่วงต้องล่องแพข้ามลำน้ำที่ไหลเชี่ยว
สร้างความตื่นเต้นให้กับคณะผู้มาเยือนไม่น้อย


หลังจากจบการบรรยาย คุณสมปอง ทองสีเข้ม
หัวหน้าเขตฯทุ่งใหญ่ฯด้านตะวันนออกจึงกล่าวต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรที่เดินทางมาในครั้


งนี้ และชี้แจงรายละเอียดต่างๆ เมื่อจบพิธีการไปเรียบร้อย
ความเป็นกันเองอย่างคนคุ้นเคยทำให้บรรยายการสนุกสนานตามประสาน้ำมิตร



***ในรูปคือซากหัวกระทิงที่วิ่งเข้ามาชนรถของเจ้าหน้าที่ป่าไม้จนเสียชีวิตเมื่อหลาย

ดึกมากแล้วฝนตกลงมาอีก หลายคนขอตัวไปนอนเพื่อเตรียมเอาแรงไว้รับมือกับการเดินทางในวันพรุ่งนี้
เส้นทางที่จะเอายาไปแจกให้กับเครือข่ายอาสาสมัครสุขภาพลุ่มน้ำแม่จันนั้น
ไม่ต่างกับภาพที่เจ้าหน้าที่นำมาบรรยายเมื่อตอนหัวค่ำ


อากาศเย็นสบายทำให้หลับไปได้อย่างรวดเร็ว เส้นทางอันขึ้นชื่อของแม่สอด-อุ้มผาง
ด้วยจำนวนโค้งที่มีมากถึง
1,219 โค้ง
ทำให้แม้จะหลับไปแล้วยังฝันว่าต้องเกร็งตัวไม่ให้เหวี่ยงไปตามแรงของรถตอนเข้าโค้งตลอดทั้งคืน

.

...................

.





โครงการเครือข่ายอาสาสมัครสุขภาพชุมชนลุ่มน้ำแม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก
เป็นโครงการช่วยเหลือชุมชนชาวกระเหรี่ยงที่ยังดำรงชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง
และมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ
ซึ่งชุมชมในตำบลแม่จันส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้วยสภาพพื้นที่ที่ห่างไกลทุรกันดารในอดีตเวลามีคนเจ็บป่วย
การรักษาพยาบาลของคนในชุมชนจะใช้ภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านที่ถ่ายทอดกันมา ทำการรักษาที่เน้นด้วยสมุนไพร
ช่วยเหลือกันตามความสามารถ และความถนัดของแต่ละคนด้วยความมุ่งมั่น และตั้งใจในการช่วยเหลือ
ดูแลรักษาผู้ป่วยในชุมชน


ต่อมาเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้เข้ามาจัดตั้งฐานที่มั่น
ในเขตตำบลแม่จันให้เป็นศูนย์กลางเขตงานระดับภาค ขยายงานปฏิวัติไปทั่วจังหวัดตาก และจังหวัดใกล้เคียง
ในสถานการณ์การสู้รบทำให้กลุ่มหมอพื้นบ้าน ได้เรียนรู้การรักษาแผนใหม่ และการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ
และพัฒนาตนเองเป็นหมอ และพยาบาลปฏิวัติรับใช้มวลชน ปฏิบัติงานในเขตสู้รบ
ภายหลังแม้การต่อสู้ทางการเมืองจบสิ้นแล้ว แต่คนเหล่านี้ก็ยังรักษาผู้เจ็บป่วยมาถึงทุกวันนี้




ปัจจุบันหน่วยงานรัฐได้เข้ามาช่วยเหลือการอนามัยชุมชน โดนจัดตั้งศูนย์อนามัยชุมชนที่บ้านมอทะ
บ้านแม่จันทะใหม่ และมีศูนย์ตรวจรักษาผู้ป่วยจากเชื้อมาลาเรียที่บ้านมอทะ หม่องกั้วะ กรูโบ
และแม่จันทะใหม่ มีอสม.ซึ่งเป็นคนในชุมชนที่ผ่านการฝึกอบรมการรักษาพยาบาลเบื้องต้น ทำหน้าที่รับผิดชอบ
โดยทำงานร่วมกับหมอ พยาบาลปฏิวัติ


กลุ่มคนเหล่านี้ได้ร่วมตัวกันเป็นเครือข่ายอาสาสมัครสุขภาพชุมชน เพื่อมีเวทีที่จะได้เข้ามาพบเจอกัน
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ใหม่ๆ และเป็นช่องทางในการแสวงหาความช่วยเหลือ จากกลุ่มองค์กรภายนอก
ทั้งเวชภัณฑ์ และองค์ความรู้ เพื่อสนับสนุนการทำงานของเครือข่ายฯ นั่นหมายถึงสุขภาพที่ดีของคนในชุมชน
และความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนของวิถีวัฒนธรรมชาวกระเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในป่าได้อย่างเกื้อกูลและสมดุลต่อไป


มูลนิธิสืบฯจึงเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของเครือข่ายฯในการสนับสนุนเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์
การเดินทางมาในครั้งนี้ของเจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบฯนอกจากจะมาเยี่ยมเยือนแล้ว ยังนำยามาเติมให้อีกด้วย

***ในรูปคือสหายสดใส อดีตหมอปฏิวัติกำลังทำการฝังเข็มให้กับชาวบ้าน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ็บขนาดไหน
เห็นหมอบอกว่า ถ้าฝังแล้วรู้สึกเจ็บหรือเสียว แสดงว่าถูกกับโรค :***



เช้าวันใหม่ฝนยังตั้งเค้าอยู่เช่นเดิม และพร้อมที่จะตกลงมาได้ทุกเมื่อ
แม้ช่วงนี้จะเป็นปลายฤดูแล้งแต่ฝนที่ตกติดต่อกันมาหลายวันทำให้หลายคนในคณะเดินทางไม่ค่อยมั่นใจ
ด้วยความที่ชุมชนกระเหรี่ยงในตำบลแม่จัน ส่วนใหญ่จะอยู่ในป่าลึก
ถนนที่จะเดินทางไปถึงจึงค่อนข้างทุระกันดารใช้ได้เฉพาะหน้าแล้ง
ส่วนในช่วงหน้าฝนจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง


แต่มาถึงนี่แล้วจะกลับคงไม่ได้ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว รถปิกอัพแบบขับเคลื่อน 4
ล้อทั้งสามคันก็แล่นออกจากสำนักงานเขตฯทุ่งใหญ่ฯตะวันออก พาคนหนุ่มสาวกว่า 20
ชีวิตมุ่งสู่แผ่นดินลุ่มน้ำแม่จัน


กุยเลอตอ หมู่บ้านของชาวกระเหรี่ยงในตำบลแม่จันที่มีพื้นที่อยู่ในฝั่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
เป็นหน้าด้านแรกที่ตั้งยันกับกระแสแห่งการพัฒนาที่กำลังถลาโถมเข้ามา
จนแนวกำแพงแห่งนี้ถูกสั่นคอนไปตามความเปลี่ยนแปลง



ริมหมู่บ้าน สายน้ำแม่จันเส้นเลือดใหญ่ของตำบลแม่จันที่หล่อเลี้ยงผู้คนบนสองฝั่งน้ำ
ยังคงเอื้อยไหลอย่างสงบ แต่บนฟ้าเมฆทะมึนดำก่อตัว


หลังจากการมาถึงของคนเมืองไม่นาน ฝนก็โปรยเม็ดลงมาแผ่วเบา คณะกรรมการหมู่บ้าน หมอ
และชาวบ้านบางส่วนออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น เวชภัณฑ์ที่หอบหิ้วมาจากในเมืองบางส่วนถูกจ่ายแจกไป
พร้อมกับความห่วงใยไถ่ถามถึงสารทุกข์สุกดิบ


จากบ้านกุยเลอตอเส้นทางต่อไปจะเริ่มยากลำบาก อุปสรรคกำลังท้าทายอยู่เบื้องหน้า



ตลอดเส้นทางต้องลัดเลาะเข้าไปในป่า บางช่วงต้องผ่านป่าไผ่ที่หนาทึบ
คนที่นั่งมาหลังรถต้องค่อยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ถ้าพลาดหรือเผลอเพียงครั้งอาจโดนกิ่งไม้ตีเข้าที่หน้า
หรือไม่ก็กิ่งไผ่ที่ตัดเบิกทางไว้กลายเป็นหลาวแหลมแทงจนได้เลือด
ซ้ำยังฝนที่ตกลงมาติดต่อกันทำให้เส้นทางไปในป่าชื้นแฉะ รอยล้อรถเก่าแทบไว้ว่างใจไม่ได้
ถ้าพลาดก็อาจจมอยู่ในหล่มโคลน หรือไมก็พลิกค่ำลงได้ง่ายๆ แต่ด้วยสมถะภาพของรถ
และความชำนาญของคนขับทำให้รอดพ้นมาได้


จากบ้านกุยเลอตอ ถึงบ้านกุยต๊ะก็เลยมื้อเที่ยงมานานแล้วแต่ยังไม่มีใครได้กินข้าวสักคน
จึงต้องอาศัยโรงเรียนในหมู่บ้านเป็นที่กินมื้อกลางวัน
ฝนก็ทำหน้าที่ได้อย่างซื่อตรงตกบ้างไม่ตกบ้างเหมือนจะบอกให้รู้ว่าจะอยู่เคียงข้างไปตลอดเส้นทาง
จากกุยต๊ะต้องผ่านหมู่บ้านอีก 3-4 แห่งล้วนมีชื่อเป็นภาษากระเหรี่ยงที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนเมือง
จนถึงบ้านหม่องกั๊วซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก
เป็นจุดหมายปลายทางของวันนี้ก็เย็นย่ำแล้ว


.

***รถชาวบ้านที่สวนทางออกมาแต่ไม่สามารถขึ้นเนินที่เต็มไปด้วยดินเหลวมาได้
คณะเดินทางจึงต้องลงไปช่วยลากขึ้นมา : ***



จากหมองกั๊วเพียงข้ามลำน้ำก็จะเข้าสู่บ้านแกบอทะ ชุมชนที่ยังยึดถือในวิถีฤๅษีอย่างมั่นคง


ฤๅษี เป็นวิถีชีวิตของชาวกระเหรี่ยงที่ยึดถือแนวทางพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด
รักษาแผ่นดินอันบริสุทธิ์ไว้ เพื่อรอพระศรีอารีย์พระศาสดาองค์ใหม่ที่จะลงมาโปรดสัตว์โลก
เมื่อถึงยุคที่พระพุทธศาสนาได้เสื่อมสลายไปแล้ว
ฤๅษีของคนกระเหรี่ยงจึงเป็นกลุ่มคนที่เคร่งครัดในเรื่องศีลธรรม ไม่กินเหล้า
รักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ผูกพันกับธรรมชาติอย่างมั่นคง พึ่งพากสิกรรมที่รบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด
ผู้ชายจะไว้มวยผมทุกคน และไม่กินเนื้อสัตว์ ซึ่งถือเป็นต้นแบบแห่งการอนุรักษ์เลยก็ว่าได้


ต่างกับฤๅษีที่คนทั่วไปเข้าใจ ว่ามักจะเป็นนักบวชที่คงแก่เรียน มีวิชาอาคม
อาศัยอย่างสันโดษอยู่ในป่าเขาลำเนาไพร เพื่อแสวงหาการหลุดพ้นส่วนตัว


ความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว
ทำให้หมู่บ้านกระเหรี่ยงที่มีวิถีฤๅษีลดน้อยลงไปเรื่อยๆ



ในอดีตชาวกระเหรี่ยงตำบลแม่จันจะอยู่กันแบบพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก พวกเขาจึงเคารพ สายน้ำ ผืนดิน
ต้นข้าว
ต้นไม้ เชื่อว่ามีเทวดาสิ่งสถิตอยู่
และจะช่วยนำพามาซึ่งความอุดมสมบูรณ์แก่หมู่บ้านหากประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม


ไม่ไถ่ไม่พรวนผืนดิน เพราะกลัวเทพยาดาจะโกรธ


ปลูกข้าวร่วมพืชพันธุอื่นเพื่อไม่ให้ขวัญข้าวเหงา จะได้มีเพื่อน
ทำให้ผลผลิตงอกงามและชั่วกันขับไล่ความชั่วอย่างศัตรูพืชออกไป ไม่ให้มารบกวนผลผลิต


ทำไร่ข้าวหมุนเวียนเพื่อพักฟื้นแผ่นดินเตรียมไว้กับฤดูกาลใหม่ ฯลฯ


นี้คือหลายๆความเชื่อที่ดำรงอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน



ในสมัยก่อนที่นี้ห่างไกลจากศูนย์กลางการปกครองของรัฐ จึงไม่มีผู้นำชุมชนอย่างเป็นทางการ
แต่มีตำแหน่งเจ้าวัด ซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่ผู้คนให้ความนับถือ และเชื่อฟัง
ในการตัดสินเรื่องต่างๆของชุมชนเจ้าวัดจะเป็นผู้ชี้ขาด
ซึ่งในแต่ละหมู่บ้านอาจจะมีเจ้าวัดคนเดียวหรือหลายคนก็ได้


ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งเจ้าวัด
จะได้รับการคัดเลือกจากร่างทรงซึ่งเป็นเจ้าวัดคนก่อนจนเหตุการณ์สู้รบของพี่น้องกระเหรี่ยงในประเทศเพื่อน


บ้านทวีความรุนแรงขึ้น
พี่น้องกระเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยที่รักความสงบจึงต้องดึงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเข้ามา
เพื่อเป็นข้ออ้างในการไม่เข้าร่วมสงครามกู้ชาติ


พรรคคอมมิวนิสต์จึงเข้ามาจัดตั้งฐานที่มั่นในตำบลแม่จันได้สำเร็จ และช่วยเหลือในด้านต่างๆ
จนสงครามปฏิวัติจบลง คนในตำบลแม่จันจึงได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐและองค์กรต่างๆบ้าง



เส้นทางจากบ้านหมองกั๊วเข้าไปถึงบ้านแม่จันทะเป็นเส้นทางที่หฤโหดที่สุด
รุ่งเช้าจึงต้องทิ้งรถไว้คันหนึ่ง
และให้อีกสองคันพันโซ่ไว้ที่ล้อหลังเพื่อที่จะลุยเข้าน้ำลุยโคลนขึ้นเขาไปได้
ตลอดเส้นทางในป่ากล้วยไม้หลากสีพลัดกันออกดอกงาม พบเห็นได้ตั้งแต่คบไม้สูงใหญ่จนถึงพื้นดินในป่าไผ่
ฝนแวะมาทักทายพอประปราย จนมาถึงบ้านกรูโบชุมชนเล็กๆที่อาศัยแอบอิงอยู่ริมลำน้ำแม่จัน
ที่นี้มีโรงเรียนหลังเล็กๆหลังหนึ่ง มีครูกศน.คนหนึ่งที่อุทิศตัวเองเพื่อชุมชนแห่ง



โรงเรียนที่จัดระเบียบเรียบร้อย ทั้งห้องเรียน ห้องน้ำ โรงอาหารสะอาดกว่าโรงเรียนไหนๆที่เคยพบมา
ห้องสมุดมีหนังสือมากมายวางไว้บนหิ้งหนังสืออย่างเป็นระเบียบ มีเด็กๆและชาวบ้านมาใช้อยู่สม่ำเสมอ
ล้วนเป็นแรงกายแรงใจของคุณครูสาวท่านนี้ คุณครูเจี๊ยบของเด็กๆบ้านกรูโบ



ที่นี้นักเรียนทุกคนมีหน้าที่ที่ซึ่งทำให้พวกเขามีความรู้สึก ว่าโรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ซึ่งแตกต่างจากเด็กในเมืองที่มีโอกาสอย่างลิบลิว ไม่ว่าจะเป็นการรับผิดชอบห้องเรียน รับผิดชอบห้องน้ำ
เด็กที่เล็กลงมาหน่อยจะต้องรับผิดชอบต้นไม้เล็กๆคนละต้น เช่น ต้นมะละกอ ต้นกล้วยฯลฯ
ทุกๆเช้าทุกคนจะต้องออกมรายงานหน้าเสาธง ว่างานที่รับผิดชอบทำไปได้แค่ไหน เรียบร้อยมั้ย
หากไม่เรียบร้อยจะถูกทำโทษ โดยเด็กที่เป็นหัวหน้าจะใช้ไม้เรียวตีคนละหนึ่งที หนักเบาตามอายุเด็ก



ก่อนเข้าห้องเรียนเด็กๆยังต้องมีหน้าที่อีกอย่างคือพัฒนาโรงเรียนตามแต่จะมีงานให้ทำ
บางทีจะพบคุณครูและเด็กตัวเล็กๆช่วยกันเก็บก้อนหินโยนให้พ้นทางเดินคนละไม้คนละมือบ้าง กวาดใบไม้บ้าง
ซึ่งถือว่าเป็นการสอนให้เด็กรู้ว่าการทำงานเพื่อสาธารณะประโยชน์ คือการทำความดี ไม่ใช่เวลาที่เด็กทำผิด
จะลงโทษเด็กให้ไปเก็บขยะ กวาดห้อง ฯลฯ ซึ่งจะสร้างโลกทรรศน์
สร้างวิธีคิดว่างานเหล่านั้นคืองานของคนทำผิด น่ารังเกียจจนเป็นนิสัย



ก่อนพักกลางวันทุกครั้ง จะมีเด็กที่โตหน่อยจะเลิกเรียนก่อนเพื่อนเพื่อไปหากับข้าว
จำพวกผักต่างๆตามจะหามาได้ มาช่วยกันปรุ่งอาหารเลี้ยงกลางวันเด็กคนอื่นๆ


ที่นี้เด็กๆจะต้องใส่ชุดนักเรียนเฉพาะในวันศุกร์ ใส่เสื้อสีเหลืองในวันจันทร์
ใส่ชุดปะจำเผ่าในวันอังคาร
และชุดอื่นๆตามมีตามเกิดในวันที่เหลือ


ทุกๆหนึ่งเดือน ครูเจี๊ยบจะต้องเดินทางออกไปติดต่อราชการที่อำเภออุ้มผาง ซึ่งระยะทางราวๆ 100 กิโลฯ
ระหว่างที่ต้องเดินเท้าไป-กลับ เวลาที่รู้สึกเหนื่อยมากๆหรือท้อใจ
เธอมักจะไปนั่งร้องไห้และบ่นให้กับตอไม้ตอเดิมที่อยู่ระหว่างทางเสมอ
ไกลและทุรกันดารขนาดนี้แต่เธอก็อยู่ได้ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่




บนฝาผนังในโรงครัวมีข้อความเล็กๆเขียนใสกรอบไว้ว่า


ลูกยางเดินทาง


“ตรงนี้ไม่มีต้นไม้ ถ้ามีต้นยางสักต้นคงจะดี” ลูกยางคิด


แสงแดดที่ร้อนจัด ดินที่แข็งกระด้าง บางวันมันนึกท้อแท้ แต่ก็แว่วๆเสียงแม่ที่เคยสอนไว้


“...ลูกอาจพบว่า ที่ลูกอยู่แสนลำบาก บางทีอาจร้อนจัด แข็งเป็นหิน เปียกจนหนาว


แต่เมื่อลูกตั้งใจแล้วว่าจะอยู่ตรงไหน ก็ต้องทำให้ดีที่สุด...”


มันไม่สามารถร้องขอให้ดินอ่อนนุ่มกว่านี้ได้ แต่มันพยายามทำให้รากของตัวเอง


ค่อยๆงอกและแทรกเข้าไปในผืนดินทีละน้อย ทีละน้อย...


ด้วยหัวใจนักสู้ของลูกยางน้อย


เจี๊ยบ

\\\" ลูกยางเดินทางของเด็กๆบ้านกรูโบ ขอให้งดงาม งอกงาม เป็นร่มไม้ใหญ่
บนผืนแผ่นดินที่เธอเลือก
ด้วยจิตคารวะ\\\"



***มุมเล็กๆบริเวณห้องพักครูของครูเจี๊ยบ ***




***ชาวบ้านที่พบระหว่างทาง เขากับครอบครัวกำลังจูงรถจักรยานข้ามเขาข้ามห้วยอยู่อย่างอดทน***



การเดินทางอันแสนลำบากมาหยุดอยู่ที่บ้านแม่จันทะในตอนที่ฝนกำลังกระหน่ำลงมา
ชาวบ้านที่รู้ข่าวการมาถึงจึงเดินทางมาทักทายไม่ขาดสาย หลังมื้อค่ำผ่านไปก็เป็นรายการการพูดคุย
ผู้นำชุมชน เจ้าวัด คณะกรรมการหมู่บ้าน หมอ เครือข่ายฯมาชุมชุนกันเต็มห้องโถงของบ้าน
คนมากมายจนลอดไม้ที่รับน้ำหนักของพื้นไม้ทนไม่ได้หักลงมา
เสียงร้องอย่างตกใจเปลี่ยนมาเป็นเสียงหัวเราะอย่างครื้นเคร่งเมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย


บทเพลงปฏิวัติถูกขับขานอีกครั้งเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนจากในเมือง


“เราต่างมาจากทั่วทุกสาระทิศ มีชีวิตร่วมกันอยู่ในป่าเขา


จากบ้านเกิดเมืองนอนถึงไพรลำเนา ด้วยพวกเรามีอุดมการณ์อันเดียว



***บรรยากาศยามเช้าบริเวณหมู่บ้าน***



บ้านทิบาเกอยู่ไม่ไกลจากบ้านแม่จันทะมากนัก หลังข้าวเช้าเพียงเดินข้ามลำน้ำแม่จันก็ถึงแล้ว
ที่นี้เป็นหมู่บ้านที่เป็นฤๅษีอีกแห่งในตำบลแม่จัน บรรยากาศเคร่งขรึม สงบเงียบ
แทบจะไม่พบสิ่งที่เรียกว่าความเจริญเลย ผู้คนที่นี้ยังคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น
ไม่ปล่อยให้สิ่งที่เรียกว่าความศิวิไลซ์มาครอบงำหรือมอมเมาคนในหมู่บ้านได้
พวกเขาเลือกที่จะถือวิถีสันโดษอยู่อย่างสมถะท่ามกลางธรรมชาติ
พวกเขาเชื่อว่าหากเอาความชั่วร้าย(อย่างเช่นเหล้า)เข้ามาให้หมู่บ้าน จะเกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้าน
หรือใครทำผิดศีลธรรมอาจเกิดอาเพศจนถึงขนาดต้องย้ายหมู่บ้านกันเลยทีเดียว
เพราะฉนั้นเวลาที่เข้าไปในหมู่บ้านของฤๅษีจะต้องระมัดระวังไม่ให้เสื่อมเสียจนอาจเป็นที่ไม่พอใจของคนในหม


ู่บ้านได้



เมื่อข่าวคราวการมาถึงของคนเมือง หมอแขนงต่างๆในเครือข่ายฯถูกระดมมาหมด ไม่ว่าจะเป็นหมอปฏิวัติ
หมอสมุนไพร หมอฝังเข็ม หมอจับชีพจร หมอแหมะ หมอจับเส้น แม้แต่หมอดูก็มีคนมาใช้บริการอย่างคับคั่ง
หนทางที่ห่างไกลชาวบ้านจึงเลือกที่จะช่วยตัวเอง พึ่งพาตนเอง
เจ็บไข้ได้ป่วยก็ได้หมอเหล่านี้ที่ช่วยรักษา
โดยไม่คิดมูลค่าใดๆเลย นอกจากน้ำจิตน้ำใจที่มีให้กัน




***กรรมวิธีการทำใบยาสูบของบ้านแม่จันทะ***



***มือซอยที่บรรจงอย่างชำนาญ***



***สาวชาวกระเหรี่ยงในชุดประจำเผ่า คำว่ากระเหรี่ยงเป็นคำที่มาจากภาษามอญใช้เรียกชาวกระเหรี่ยง
แต่คนกระเหรี่ยงจะเรียกตัวเองว่า ปากากะญอ หรือปากะญอ หรือโพล่ว ซึ่งปากากะญอกับโพล่วจะเป็นคนละเผ่ากัน
ความสับสนเรื่องชนเผ่ายังมีอีกมาก ซึ่งต้องใช้เวลาในการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งจึงจะแยกแยะออก***



ฝนที่ตกลงมาทำให้เส้นทางไปบ้านช่องแป๊ะลำบากเกินกว่ากำลังรถและกำลังคนจะไปถึงได้
คณะจากกรุงเทพฯจึงต้องเดินทางกลับออกมาเมื่อตอนสายๆ
เมื่อมาถึงบ้านกรูโบก็พบว่าลำน้ำแม่จันที่เคยใสราวกับกระจกในตอนขามา ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงขุ่นข้น
ไหลเชี่ยวกรากและรุนแรงเกินกว่ารถยนต์จะฝ่าข้ามไปได้
กังหันน้ำที่ใช้ตำข้าวเมื่อตอนขามาตอนนี้ไม่เห็นแล้ว อาจเป็นได้ว่าคงถูกกระแสน้ำพัดหายไปแล้ว


เวรยามถูกพลัดเปลี่ยนกันไปนั่งมองสายน้ำ เมื่อลดลงเมื่อไหร่ก็จะต้องเอารถข้ามไปทันที
ข่าวจากวิทยุสื่อสารแจ้งว่า สะพานไม้ไผ่ที่เดินข้ามลำน้ำแม่จันเมื่อเช้าถูกกระแสน้ำพัดพาไปแล้ว
และพายุที่ผ่านพ้นไปแล้วกำลังก่อตัวขึ้นในไม่กี่วันนี้
หากหาโอกาสข้ามไม่ได้อาจต้องติดอยู่ที่นี้เป็นอาทิตย์




คนเมืองประชุมกันอย่างเคร่งเครียด วิธีการต่างๆถูกยกเอามาวิเคราะห์หาจุดอ่อนจุดแข็งตั้งแต่


เดินข้ามไปแล้วทิ้งรถไว้ที่นี้


ทำสะพานให้รถข้ามไป


หาท่อพีวีซีมาต่อกับท่อไอเสียและหม้อกรองให้สูงพ้นน้ำ เพื่อให้รถไม่ดับระหว่างลุยข้าม


ใช้วิธีที่ชาวเขมรทำคือตัดไม้มาสอดใต้ท้องรถแล้วช่วยกันยกข้ามไป เพราะน้ำจะช่วงพยุงให้รถเบาขึ้น


ถอดเครื่องยนต์แล้วช่วยกันแบกแบก และเข็นรถข้ามไปเอาไปประกอบฝั่งโน้น


ฯลฯ


สรุปคือรอให้ระดับน้ำรถดีกว่า




ครูเจี๊ยบยินดีที่คนเมืองอาจจะต้องเป็นแขกของที่นี้ไปอีกหลายวัน
จึงจัดให้เด็กๆไปหุงข้าวมาเลี้ยงมื้อกลางวันอย่างเต็มที่ แกงหัวปลี กับไข่เจียวยอดชะอม
หอมฟุ้งยั่วน้ำลาย ยามมาแจ้งข่าวว่าน้ำลดระดับลงแต่ยังข้ามไม่ได้ สร้างความหวังขึ้นมาบ้าง


มื้อเย็นเป็นแกงหัวปลีที่ติดอกติดใจมาจากเมื่อกลางวัน น้ำลดลงไปอีกแต่ยังข้ามไม่ได้
คืนนี้เลยตัดสิ้นใจนอนค้างกันที่โรงเรียน
และเมื่อน้ำลดลงจนพอไปได้เมื่อไหร่จะเอารถข้ามไปไว้ฝั่งโน้นก่อน แล้วตอนเช้าค่อยหาวิธีเดินข้ามไป


คืนนั้นหลายคนภาวะนาขออย่าให้ฝนตกลงมาอีกเลย แต่ดูเหมือนฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ
ยังคงทำหน้าที่สร้างความชุมชื่นให้แก่ผืนดินเกือบตลอดทั้งคืน
ยามเฝ้าน้ำกลับมาบอกว่าน้ำสูงขึ้นกว่าเก่าหลายเท่า ทุกคนเริ่มหมดหวัง



เด็กๆที่เดินไปหาผักกลับมามือเปล่า ยอดชะอมไม่มีเหลือให้เก็บแล้ว
มื้อเช้าจึงยังคงเป็นแกงหัวปลีที่หลายคนเริ่มเอียน
ถ้าติดอยู่ที่นี้อีกสักสองสามวันคงได้กินหยวกกล้วยเป็นแน่แท้ แต่ข่าวดีน้ำในลำน้ำแม่จันลดระดับลงแล้ว


แผนการถูกซักซ้อม คนส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งให้ไปคล้องแขนกันไว้เพื่อกั้นความแรงของน้ำให้ลดลง
เพื่อกันไม่ให้รถพลิกคว่ำ คนที่ว่ายน้ำไม่เป็นถูกจับตัวให้ข้ามไปก่อนโดยมีคนว่ายน้ำแข็งพาข้ามไป
เผื่อหากว่ารถเกิดเป็นอะไรพวกเขาจะยังปลอดภัย เชือกและคนในหมู่บ้านถูกระดมมาเท่าที่มี เด็กๆ ผู้หญิง
และคุณครูค่อยยืนให้กำลังใจบนฝั่ง สิ่งเดียวที่วิตกอยู่ตอนนี้คือน้ำจะลดระดับลงอีกหรือไม่


แล้วน้ำก็ลดระดับลง...



***คนทั้งหมู่บ้านออกมายืนดูด้วยความสนใจ ผู้หญิงและเด็กยืนให้กำลังใจบนฝั่ง
ผู้ชายที่แข็งแรงลงมาช่วยอย่างเต็มที่***



***เวลานี้คงไม่มีอะไรจะหยุดพวกเราได้แล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด หากรถพลิกค่ำ
หรือจมอยู่ในน้ำก้ปล่อยไว้อย่างนั้น แล้วเดินกลับ รอให้น้ำลดแล้วค่อยกลับมากู้กัน ***



***ทีมกั้นน้ำพร้อม***



***ทีมเชือกก็พร้อม ***



***เมื่อสัญญาณปล่อยตัวทุกคนก็ทำตามหน้าที่อย่างเข้มแข็ง***



***ที่ลุ้นไว้ในที่สุดก็ผ่านพ้น***



***ลุ้นกับอีกคัน***



***อุปสรรคยังไม่ผ่านพ้น***



***น้ำเข้าหัวเทียนเต็มๆ ต้องถอดออกมาเช็ด ***



***พวกเราก็กลับออกมาได้ในที่สุด ***



***ลูกแมงมุมที่กำลังพร้อมจะออกไปเผชิญกับโลกภายนอก ***



ผู้คนมากมายคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่เป็นศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง ลืมรากเหง้าและตัวตนของตัวเอง
ลืมนึกถึงความเป็นจริงที่ว่า แท้นั้นธรรมชาติยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด


แต่ยังมีคนอีกกลุ่มที่มิได้หลงใหลในความรุ่งเรืองศิวิไลซ์ที่ฉาบไปด้วยแสงสีเหล่านั้น
กลับมีชีวิตที่แปลกแยก ถือเอาความสันโดษเป็นที่ตั้ง ใช้ชีวิตอย่างสมถะผูกพันและพึ่งพาธรรมชาติ
พวกเขาเลือกที่จะถูกลืมจากสังคม

แม่จัน สายน้ำที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและจิตวิญาณของคนบนสองฝากฝั่งน้ำมาอย่างช้านาน
ยังคงไหลสงบนิ่งดั่งไม่รับรู้เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น





ขอขอบคุณ

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

เจ้าหน้าที่ภาคสนามโครงการจอมป่าเขตอุ้มผาง

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญานเรศวรด้านตะวันออก

คุณครูเจี๊ยบ

พี่ห้อยเจ้าหน้าที่ป่าไม้

ชาวบ้านตำบลแม่จัน

เครือข่ายอาสาสมัครสุขภาพลุมน้ำแม่จัน

และบุคคลท่านอื่นๆที่มิได้ออกนาม


ที่มา Trekking thai.com
บอร์ด thailand wilderness study
ภาพ/เรื่องเล่า คุณน้ำค้างป่า



กระทู้อ้างอิง
http://board.trekkingthai.com/board/show.php?Category=trekking&forum=18&No=123588



m_chaochao.jpg chaochao [2008-05-10 14:18:58] mail not show 124.121.57.23

1


Comment : 1

Zoom ++ Click

สุดยอด จริงๆๆ

m_aguero.jpg aguero [2008-05-10 20:39:46] mail not show 58.64.88.116

Comment : 2

ภาพมีชีวิตจริงๆ ชอบๆ

Post by : พี่นัท [2008-05-12 14:54:15] 116.68.148.2

Comment : 3

ขอยกนิ้วให้............








Post by : ทอมมี่ [2008-05-12 16:32:24] 117.47.32.203

Comment : 4

ขอบคุณที่โลกนี้ยังมีคนอย่างพวกเขาเหล่านั้นอยู่

ขอคารวะด้วยใจ

m_Mr.postman.jpg Mr.postman [2008-05-20 19:08:26] mail not show 127.0.0.1

Comment : 5

สุดยอดเรื่องราวจริงๆ ขอคาราวะจากใจ

m_nuchtato.jpg nuchtato [2008-05-24 09:57:25] mail not show 58.10.0.138

Comment : 6

สุดยอดจริงๆ คนกลุ่มนี้

กลุ่มน้ำใจเล็กๆ บนโลกใบใหญ่ใบนี้

คงจะแบ่งปันน้ำใจให้กันตลอดไป

m_8ee4b4e.jpg Super Cherry [2008-05-24 10:37:35] mail not show 124.121.18.234

Comment : 7

เข้ามายิ้ม..กับกระทู้ที่เคยโพส

m_chaochao.jpg chaochao [2009-03-23 15:55:18] mail not show 203.146.150.134

Comment : 8

ผมเคยเดินผ่านมาแล้วครับจากด่านเจดี3องค์ผ่านจะแกขึ้นภูก่องก๊องเข้ายูไนเที่ยวแม่จันทะกินผักกรูดที่กรูโ
บขอบคุณน้ำมะตูมครูเจี๊ยบด้วยครับเดินออกมาตะละโคล่งเข้าอุ้มผางสนุกดีแต่ตอนที่ไปน่ะผมบวชพระพอดีน่ะเดิน
จารึกกับอาจารย์น่ะฉันวันละมื้อเลยไม่ค่อยมีแรงเดินเท่าไรแต่สนุกดีครับตอนนั้นผมเดินไปเมื่อปี2545น่ะยัง
สมบูรณ์มากๆครับยิ่งภูก่องก๊องน่ะสวยสุดๆมีเจดีด้วยอยากรู้ต้องลองเดินดูครับ
ครั้งหนึ่งในชีวิตเด็กใต้เลย หรอยจังหู้

Post by : สัญ พะงัน [2009-09-01 21:34:24] mail not show 118.173.10.157

Comment : 9

มายิ้มด้วยคน

ผมเคยอ่านกระทู้นี้ ตั้งแต่ยังไม่มาอยู่ในชมไทยเลยมั่ง

โครตชอบอ่ะเฮีย

m_Baitong_333.jpg Baitong_333 [2009-09-09 22:57:05] mail not show 124.122.23.115

Comment : 10

น่าชื่นชมกับความพยายามมาก ให้กำลังใจกับทุกคนนะ

Post by : ann [2010-09-08 10:51:44] mail not show 118.172.49.146

1

Bookmark and Share

Reply

 



Board v.0.12 beta :: Powered by : PacketLove.com | ГСєทУ SEO | electric cigarette | аЗзєдซตмКУаГзЁГЩป | аЗзєКУаГзЁГЩป | №СиงКБТёФ| КตФปСЇฐТ№ dentist bangkok | implant bangkok | veneer bangkok | implant thailand | dentist sukhumvit | dental sukhumvit | fast braces bangkok | Sell-Factory-Samutsakorn | Huahin Resort | Pool Villa Huahin |

© 2543-2562-CHOMTHAILAND, All rights reserved.